PrEP เปลี่ยนชีวิตคนจำนวนมากที่หมอดูแล จากที่เคยนอนไม่หลับหลังทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ กลายเป็นความมั่นใจว่าตัวเองได้รับการป้องกัน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ในเอเชียที่ใช้ PrEP อย่างกว้างขวาง และบรรจุ PrEP ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่ปี 2562 แต่ PrEP จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อใช้ถูกคน ถูกวิธี และตรวจติดตามตามนัดครับ
PrEP คืออะไร ทำงานอย่างไร
PrEP ย่อมาจาก Pre-Exposure Prophylaxis คือการกินยาต้านไวรัสก่อนมีความเสี่ยง เพื่อให้มีระดับยาในเลือดและเนื้อเยื่อพร้อมสกัดไวรัสไม่ให้ตั้งตัวได้ ยาที่ใช้ในไทยเป็นยาเม็ดรวม 2 ตัว คือ Tenofovir Disoproxil Fumarate (TDF) ร่วมกับ Emtricitabine (FTC) หรือ Lamivudine (3TC) วันละ 1 เม็ด นอกจากนี้ยังมีสูตร Tenofovir Alafenamide ร่วมกับ Emtricitabine (F/TAF) ที่ขึ้นทะเบียนในไทยแล้ว ใช้ได้ในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและหญิงข้ามเพศ แต่ยังไม่แนะนำสำหรับผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
ถ้ากินสม่ำเสมอ PrEP ลดความเสี่ยงติด HIV จากเพศสัมพันธ์ได้ราว 99% ปัญหาส่วนใหญ่ที่ป้องกันไม่ได้เกิดจากการลืมกินยา ไม่ใช่ยาไม่ได้ผล
PrEP เหมาะกับใคร
- มีคู่หลายคน หรือมีคู่ใหม่ที่ไม่ทราบสถานะ HIV
- ใช้ถุงยางไม่สม่ำเสมอ
- มีคู่ที่มีเชื้อ HIV และยังกดไวรัสไม่ได้ หรือไม่แน่ใจผลการรักษา
- เพิ่งเป็นซิฟิลิส หนองใน หรือหนองในเทียม
- เคยใช้ PEP มาแล้ว โดยเฉพาะมากกว่าหนึ่งครั้ง อ่านความต่างที่ PrEP กับ PEP ต่างกันอย่างไร
- พนักงานบริการ ผู้ใช้สารเสพติดร่วมกับเพศสัมพันธ์ หรือผู้ใช้เข็มร่วมกัน ดูเพิ่มที่ สุขภาพพนักงานบริการ
- ใครก็ตามที่ขอ PrEP เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีความเสี่ยง แนวทางสากลสนับสนุนให้จ่ายได้โดยไม่ต้องอธิบายรายละเอียดทุกเรื่อง
ก่อนเริ่ม ต้องตรวจอะไร
- HIV ต้องเป็นลบก่อนเริ่มเสมอ ถ้าเพิ่งเสี่ยงไม่เกิน 72 ชั่วโมง แพทย์จะให้ PEP ก่อนแล้วต่อด้วย PrEP
- การทำงานของไต (Creatinine, eGFR)
- ไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) เพราะยา PrEP มีฤทธิ์ต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วย ถ้ามีเชื้ออยู่แล้ว การหยุดยากะทันหันอาจทำให้ตับอักเสบกำเริบ ถ้าไม่มีภูมิควรฉีดวัคซีน
- ไวรัสตับอักเสบซี ซิฟิลิส และ STI อื่น ตามความเสี่ยง ดูที่ ตรวจ STI แบบ PCR
- การตั้งครรภ์ ในผู้ที่อาจตั้งครรภ์ PrEP ใช้ได้ระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร แต่ควรวางแผนร่วมกับแพทย์
ถ้ายังไม่มีผลเลือดจากห้องปฏิบัติการ หมออาจให้ตรวจ HIV ปลายนิ้วก่อนเริ่มยา แล้วตรวจเลือดอื่นตามมา อ่านเรื่องชุดตรวจที่ HIV Self-Test
กินอย่างไร
แบบกินทุกวัน (Daily PrEP) ใช้ได้กับทุกเพศ
- กินวันละ 1 เม็ด เวลาใกล้เคียงกันทุกวัน พร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้
- ต้องกินต่อเนื่อง ประมาณ 7 วัน ก่อนจะถือว่าป้องกันได้เต็มที่ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายเริ่มด้วย 2 เม็ดพร้อมกันก่อนเสี่ยง 2–24 ชั่วโมงแล้วกินต่อทุกวันได้ ตามแนวทางองค์การอนามัยโลก
- ลืม 1 วัน ให้กินทันทีที่นึกได้ แล้วกินต่อตามปกติ ไม่ต้องกินสองเม็ดชดเชยในวันถัดไป
แบบเฉพาะกิจ 2-1-1
เหมาะกับชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และผู้ที่เกิดมาเป็นเพศชายที่ไม่ได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อยและวางแผนล่วงหน้าได้ อ่านละเอียดที่ PrEP แบบเฉพาะกิจ 2-1-1
แบบฉีด
Cabotegravir ทุก 2 เดือน ขึ้นทะเบียนในไทยแล้วแต่ยังมีให้บริการในบางแห่ง ส่วน Lenacapavir ปีละ 2 ครั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาและเตรียมโครงการนำร่อง ดูที่ PrEP แบบฉีด
ผลข้างเคียงและความปลอดภัย
- ช่วงแรก บางคนคลื่นไส้ ท้องอืด ปวดศีรษะ อ่อนเพลียเล็กน้อย มักหายเองใน 2–4 สัปดาห์
- ไต ค่าการทำงานของไตอาจลดลงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ไม่มีอาการและกลับมาเมื่อหยุดยา จึงต้องตรวจเป็นระยะ คนที่มีเบาหวาน ความดันสูง หรืออายุมาก ควรตรวจบ่อยขึ้น
- กระดูก ความหนาแน่นกระดูกลดลงเล็กน้อยในช่วงแรก ไม่เพิ่มกระดูกหักอย่างมีนัยสำคัญในการศึกษา
- ฮอร์โมนข้ามเพศ ใช้ร่วมกับ PrEP แบบกินทุกวันได้ ระดับฮอร์โมนไม่ได้รับผลกระทบในทางที่สำคัญ ดูเพิ่มที่ การใช้ฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศ
- ระวังการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ขนาดสูงต่อเนื่อง เพราะเพิ่มภาระต่อไต
หยุดยาอย่างไรให้ปลอดภัย
- กินต่ออีก 2 วันหลังความเสี่ยงครั้งสุดท้าย สำหรับชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และประมาณ 7 วัน สำหรับกลุ่มอื่นตามแนวทางองค์การอนามัยโลก
- ผู้ที่มีไวรัสตับอักเสบบี ห้ามหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- อยากกลับมาเริ่มใหม่ ต้องตรวจ HIV ก่อนเสมอ
- ก่อนเริ่มตรวจ HIV ต้องเป็นลบ
ตรวจไต ตับอักเสบบี และ STI ตามความเสี่ยง
- ~7 วันแรกกินต่อเนื่องจึงป้องกันเต็มที่
MSM เริ่มด้วย 2 เม็ดก่อนเสี่ยง 2–24 ชม. ตามแนวทาง WHO
- ทุก 3 เดือนตรวจติดตาม
HIV STI ทบทวนการกินยา และตรวจไตเป็นระยะ
- เมื่อจะหยุดกินต่อหลังเสี่ยงครั้งสุดท้าย
MSM 2 วัน กลุ่มอื่นประมาณ 7 วัน ผู้มีตับอักเสบบีห้ามหยุดเอง
กินสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงติด HIV จากเพศสัมพันธ์ได้ราว 99% กลับมาเริ่มใหม่ต้องตรวจ HIV ก่อนเสมอ
ขั้นตอนรับ PrEP ที่ Dr. Kris Clinic
- ซักประวัติ ความเสี่ยง โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และประวัติ PEP ที่คลินิกหรือออนไลน์
- ตรวจเลือด HIV และการตรวจพื้นฐาน หรือตรวจปลายนิ้วก่อนถ้ารับยาทางไกล
- ปรึกษาแพทย์ เลือกรูปแบบที่เหมาะ อธิบายวิธีกิน ผลข้างเคียง และสิ่งที่ต้องระวัง
- รับยา ที่คลินิกหรือจัดส่งถึงบ้านแบบไม่ระบุชื่อสินค้า
- ติดตามทุก 3 เดือน ตรวจ HIV ตรวจ STI ทบทวนการกินยา และตรวจไตเป็นระยะ
รายละเอียดการรับบริการทางไกลอยู่ที่ รับ PrEP/PEP ออนไลน์ผ่าน Telemedicine
- 1ซักประวัติความเสี่ยง โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ประวัติ PEP
- 2ตรวจเลือดHIV และพื้นฐาน หรือตรวจปลายนิ้วก่อนถ้ารับยาทางไกล
- 3ปรึกษาแพทย์เลือกรูปแบบ วิธีกิน ผลข้างเคียง
- 4รับยาที่คลินิก หรือส่งถึงบ้านแบบไม่ระบุชื่อสินค้า
- 5ติดตามทุก 3 เดือนตรวจ HIV STI และไตเป็นระยะ
เมื่อไรต้องรีบติดต่อแพทย์
ถ้ามีไข้ เจ็บคอ ผื่น ต่อมน้ำเหลืองโต หรือปวดเมื่อยคล้ายไข้หวัดใหญ่ในช่วงที่ใช้ PrEP หรือหลังลืมกินยาหลายวัน อาจเป็นอาการของการติดเชื้อ HIV ระยะแรก ต้องตรวจโดยเร็ว ไม่ควรกินยาต่อไปเองโดยไม่ตรวจ เพราะถ้าติดเชื้อแล้ว การใช้ยาเพียง 2 ตัวอาจทำให้เชื้อดื้อยา


1
2
3













