“หมอครับ ผลตรวจเจอหนองในเทียม แต่ผมไม่มีอาการอะไรเลย เป็นไปได้ยังไง” ประโยคนี้หมอได้ยินบ่อยมาก เพราะหนองในเทียมเป็นโรคที่ “เงียบ” ที่สุดโรคหนึ่ง คนที่ติดส่วนใหญ่รู้สึกปกติดี แต่ยังส่งเชื้อต่อให้คู่ได้ และในผู้หญิงเชื้ออาจค่อย ๆ ลามขึ้นไปทำร้ายท่อนำไข่ ข่าวดีคือหนองในเทียมตรวจง่ายและรักษาหายได้ครับ
หนองในเทียมคืออะไร
หนองในเทียม (Chlamydia) เกิดจากแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งทั่วโลก ติดผ่านเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก และทางปาก รวมถึงส่งต่อจากแม่สู่ทารกระหว่างคลอดได้
คำว่า “หนองในเทียม” ในภาษาไทยบางครั้งใช้เรียกรวม ๆ ว่าการอักเสบของท่อปัสสาวะที่ไม่ใช่หนองในแท้ ซึ่งอาจเกิดจากเชื้ออื่นด้วย เช่น Mycoplasma genitalium หรือ Ureaplasma เชื้อแต่ละตัวใช้ยาต่างกัน การตรวจแยกเชื้อจึงช่วยให้รักษาได้ตรงกว่า ดูได้ที่ ตรวจ STI แบบ PCR 14 เชื้อ
อาการ
ในผู้ชาย
- หลายคน ไม่มีอาการ
- ปัสสาวะแสบ มีมูกใสหรือขุ่นเล็กน้อยไหลจากปลายท่อ มักเห็นตอนเช้า
- คันหรือระคายปลายท่อปัสสาวะ
- ปวดหรือบวมที่อัณฑะข้างเดียว เป็นสัญญาณว่าเชื้อลามไปท่อนำอสุจิ
ในผู้หญิง
- ส่วนใหญ่ ไม่มีอาการ
- ตกขาวเปลี่ยนไป ปัสสาวะแสบ
- เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์หรือระหว่างรอบเดือน
- ปวดท้องน้อย เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของอุ้งเชิงกรานอักเสบ
ที่คอและทวารหนัก
- ที่คอมักไม่มีอาการเลย
- ที่ทวารหนักอาจไม่มีอาการ หรือมีมูก เลือดปน ปวดเบ่ง โดยเฉพาะในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ซึ่งบางรายเป็นสายพันธุ์ LGV ที่อักเสบรุนแรงกว่าและต้องใช้ยานานขึ้น
หนองในแท้
Neisseria gonorrhoeae
- ผู้ชายมักมีหนองข้น อาการชัด
- รักษาด้วยยาฉีด Ceftriaxone
- เชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นทั่วโลก
หนองในเทียม
Chlamydia trachomatis
- ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรือมีมูกใสเล็กน้อย
- รักษาด้วยยากิน Doxycycline 7 วัน
- พบร่วมกับหนองในแท้ได้บ่อย
อาการแยกสองโรคนี้ออกจากกันได้ไม่แน่นอน ต้องยืนยันด้วยการตรวจ PCR
ถ้าปล่อยไว้ เกิดอะไรขึ้นได้
- ผู้หญิง: อุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) ท่อนำไข่ตีบตัน มีบุตรยาก ท้องนอกมดลูก ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
- ผู้ชาย: ท่อนำอสุจิและอัณฑะอักเสบ
- ข้ออักเสบหลังติดเชื้อ (reactive arthritis) ในบางคน
- หญิงตั้งครรภ์อาจส่งเชื้อให้ทารก ทำให้ตาอักเสบหรือปอดอักเสบ
- เพิ่มโอกาสติดและแพร่ HIV
การตรวจ
วิธีที่แม่นยำที่สุดคือ การตรวจ PCR (NAAT) จากปัสสาวะส่วนแรก ไม้ป้ายช่องคลอด คอ หรือทวารหนัก หมอจะเลือกตำแหน่งตามรูปแบบเพศสัมพันธ์ เพราะถ้าตรวจแค่ปัสสาวะในคนที่มีออรัลหรือแองนัลเซ็กซ์ อาจพลาดเชื้อที่คอหรือทวารหนักได้
- ถ้ามีอาการ ตรวจได้ทันที
- ถ้าไม่มีอาการแต่เพิ่งมีความเสี่ยง ควรตรวจหลังเสี่ยงประมาณ 1–2 สัปดาห์ขึ้นไป ถ้าตรวจเร็วเกินไปอาจได้ผลลบปลอม
- ควรตรวจหนองในแท้ HIV และซิฟิลิสไปพร้อมกัน
ใครควรตรวจแม้ไม่มีอาการ ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์อายุน้อยกว่า 25 ปี ควรตรวจปีละครั้ง ผู้ที่มีคู่ใหม่หรือหลายคน ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และผู้ที่ใช้ PrEP ควรตรวจทุก 3–6 เดือน
การรักษา
แนวทางของ CDC (2021) และองค์การอนามัยโลก (2024) แนะนำ Doxycycline กิน 7 วัน เป็นยาหลัก เพราะได้ผลดีกว่ายาครั้งเดียวโดยเฉพาะการติดเชื้อที่ทวารหนัก ส่วน Azithromycin ครั้งเดียวใช้เป็นทางเลือกในบางกรณี เช่น ตั้งครรภ์ หรือคนที่กินยาครบ 7 วันได้ยาก แพทย์จะเลือกยาและขนาดให้เหมาะกับแต่ละคน
- กิน Doxycycline พร้อมน้ำเต็มแก้ว และไม่นอนราบทันทีหลังกิน เพื่อลดอาการแสบหลอดอาหาร
- หลีกเลี่ยงการกินพร้อมนม ยาลดกรด หรือธาตุเหล็ก เพราะลดการดูดซึมยา
- ยานี้ทำให้ผิวไวต่อแดด ควรใช้ครีมกันแดด
- หญิงตั้งครรภ์ไม่ใช้ Doxycycline
- ถ้าเป็นสายพันธุ์ LGV ต้องใช้ยานานขึ้นเป็น 21 วัน
หลังรักษา ต้องทำอะไรต่อ
- งดเพศสัมพันธ์ จนกินยาครบ 7 วัน (หรือ 7 วันหลังกินยาครั้งเดียว) อาการหาย และคู่รักษาครบแล้ว
- แจ้งคู่นอนในช่วง 60 วันที่ผ่านมา ให้มาตรวจและรักษา ถ้าคู่ไม่รักษา จะติดกลับไปมา อ่านวิธีบอกคู่ที่ เมื่อคู่ของเราติด STI
- ตรวจซ้ำที่ประมาณ 3 เดือน เพราะการติดซ้ำพบบ่อยมาก ไม่ใช่เพราะยาไม่ได้ผล
- ไม่จำเป็นต้องตรวจยืนยันว่าหายทุกคน ยกเว้นหญิงตั้งครรภ์ หรือกินยาไม่ครบ หรืออาการไม่หาย
- 1ตรวจ PCRตรงตำแหน่ง ปัสสาวะ คอ ทวารหนัก
- 2กินยา 7 วันตามที่แพทย์สั่ง ไม่หยุดเอง
- 3งดเพศสัมพันธ์จนครบยาและอาการหาย
- 4รักษาคู่คู่นอนในช่วง 60 วัน
- 5ตรวจซ้ำ 3 เดือนเพราะติดซ้ำได้บ่อย
ตรวจหนองในแท้ HIV และซิฟิลิสไปพร้อมกัน
การป้องกัน
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และออรัลเซ็กซ์ถ้าเป็นไปได้
- ตรวจคัดกรองสม่ำเสมอตามความเสี่ยง
- Doxy-PEP ช่วยลดหนองในเทียมและซิฟิลิสได้มากในกลุ่มที่เหมาะสม ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
- ดูภาพรวมการป้องกันได้ที่ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย
เมื่อไรต้องรีบพบแพทย์ และคลินิกช่วยอะไรได้
ควรพบแพทย์ถ้ามีมูกหรือหนองไหล ปัสสาวะแสบ ปวดบวมอัณฑะ ปวดท้องน้อยร่วมกับไข้ เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด หรือคู่ของคุณตรวจพบเชื้อ และถ้าเพิ่งมีความเสี่ยงต่อ HIV ภายใน 72 ชั่วโมง ให้ปรึกษาเรื่อง PEP ไปพร้อมกัน
ที่ Dr. Kris Clinic สุราษฎร์ธานี หมอตรวจ PCR จากตำแหน่งที่เหมาะสม รักษาตามแนวทาง และดูแลคู่แบบเป็นความลับ ปรึกษาออนไลน์ได้ทั่วประเทศครับ


1
2
3











