ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า TRT กลายเป็นเทรนด์ เห็นได้ทั้งในยิม ในคลิป และในโฆษณา บางคนพูดถึงเหมือนยาวิเศษที่ทำให้หนุ่มขึ้น บางคนกลัวว่าเป็นสเตียรอยด์อันตราย ความจริงอยู่ตรงกลาง TRT เป็นการรักษาทางการแพทย์ที่มีประโยชน์จริงสำหรับคนที่เป็นโรคจริง และมีความเสี่ยงที่จัดการได้ถ้ามีคนดูแล หมออยากให้คุณเข้าใจภาพนี้ก่อนตัดสินใจ
TRT คืออะไร
TRT (Testosterone Replacement Therapy) คือการให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจากภายนอก เพื่อทดแทนส่วนที่ร่างกายสร้างไม่พอ เป้าหมายคือพาระดับฮอร์โมนกลับมาอยู่ในช่วงปกติของผู้ชาย ไม่ใช่ดันให้สูงเกินธรรมชาติ ซึ่งต่างจากการใช้สเตียรอยด์เพื่อเพาะกายที่ใช้ขนาดสูงกว่าหลายเท่า
รูปแบบที่ใช้กันในไทย ได้แก่
- ฉีดเข้ากล้าม ชนิดออกฤทธิ์ระยะกลาง เช่น testosterone enanthate ฉีดทุก 1–3 สัปดาห์
- ฉีดเข้ากล้าม ชนิดออกฤทธิ์ยาว testosterone undecanoate ฉีดทุก 10–14 สัปดาห์
- เจลทาผิวหนังวันละครั้ง
การเลือกขึ้นกับไลฟ์สไตล์ โรคประจำตัว และความชอบ ดูเปรียบเทียบได้ที่ แบบฉีด กับแบบเจลทา และ Test E กับ Test U
ใครเหมาะกับ TRT
แนวทางของ AUA, EAU และ Endocrine Society ตรงกันว่าต้องมีครบทั้ง 2 ข้อ
- มีอาการหรืออาการแสดงของภาวะพร่องฮอร์โมน โดยเฉพาะอาการทางเพศ (ดู อาการขาดฮอร์โมนเพศชาย)
- ตรวจ Total testosterone ตอนเช้าขณะอดอาหารแล้วต่ำ อย่างน้อย 2 ครั้ง
ก่อนเริ่มยา แพทย์ควรหาสาเหตุและแก้สิ่งที่แก้ได้ก่อน เช่น น้ำหนักเกิน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ยาบางชนิด แถลงการณ์ของ Endocrine Society เดือนกรกฎาคม 2026 ย้ำว่า ในผู้ชายที่มีน้ำหนักเกินและไม่พบสาเหตุอื่น การลดน้ำหนักควรเป็นทางเลือกแรก และไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองฮอร์โมนในผู้ชายที่ไม่มีอาการ
แนวทาง AUA, EAU และ Endocrine Society
ใครไม่ควรเริ่ม หรือต้องประเมินก่อน
- วางแผนมีลูกในเร็ว ๆ นี้
- เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมะเร็งเต้านม หรือคลำพบก้อนที่ต่อมลูกหมากโดยยังไม่ได้ตรวจเพิ่ม
- PSA สูงที่ยังไม่ได้รับการประเมินจากแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ
- ความเข้มข้นเลือด (Hematocrit) สูงเกิน 50% ตั้งแต่ก่อนเริ่ม
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรงที่ยังไม่รักษา
- ปัสสาวะลำบากรุนแรง
- หัวใจล้มเหลวที่คุมไม่ได้ หรือเพิ่งมีหัวใจขาดเลือดหรือสโตรกภายใน 6 เดือน
- มีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน หรือภาวะเลือดแข็งตัวง่าย
ได้ประโยชน์อะไร และแค่ไหน
จากงานวิจัยแบบสุ่มขนาดใหญ่ เช่น T Trials และ TRAVERSE ในผู้ชายที่ฮอร์โมนต่ำจริง TRT ช่วยได้ดังนี้
- ความต้องการทางเพศและความถี่ของกิจกรรมทางเพศดีขึ้นชัดที่สุด ส่วนการแข็งตัวดีขึ้นเล็กน้อย หลายคนยังต้องใช้ยาช่วยแข็งตัวร่วม (อ่าน ED)
- อารมณ์และพลังงานดีขึ้นเล็กน้อยในคนที่อารมณ์หม่น แต่ไม่ได้รักษาโรคซึมเศร้า
- ภาวะโลหิตจางที่ไม่มีสาเหตุอื่นดีขึ้น
- มวลกล้ามเพิ่มและไขมันลดเล็กน้อย เห็นผลชัดขึ้นเมื่อออกกำลังกายร่วม
- ความหนาแน่นกระดูกเพิ่มขึ้น แต่ใน TRAVERSE ไม่ได้ลดกระดูกหัก และยังพบกระดูกหักมากกว่ากลุ่มยาหลอกเล็กน้อย
สิ่งที่ TRT ยังไม่ได้พิสูจน์ คือการชะลอวัย การยืดอายุ หรือการป้องกันเบาหวานในคนทั่วไป
ความปลอดภัยต่อหัวใจ: TRAVERSE และการเปลี่ยนฉลากยา
TRAVERSE (Lincoff และคณะ, NEJM 2023) เป็นงานวิจัยที่ใหญ่ที่สุดเรื่องนี้ ศึกษาผู้ชาย 5,246 คน อายุ 45–80 ปี ที่ฮอร์โมนต่ำและมีโรคหัวใจหรือความเสี่ยงสูง ให้เจลเทสโทสเตอโรนเทียบกับยาหลอก ติดตามเฉลี่ยราว 2 ปีกว่า
| ผลลัพธ์ | สิ่งที่พบ |
|---|---|
| หัวใจวาย สโตรก เสียชีวิตจากหัวใจ | ไม่เพิ่มขึ้น (7.0% เทียบ 7.3%) |
| หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ (AF) | พบมากขึ้นเล็กน้อย |
| ลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด | พบมากขึ้นเล็กน้อย |
| ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน | พบมากขึ้นเล็กน้อย |
| กระดูกหัก | พบมากขึ้น (3.5% เทียบ 2.5%) |
| มะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง | พบน้อยและไม่ต่างกัน |
หลังผลนี้ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ประกาศเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2025 ให้ยาเทสโทสเตอโรนทุกตัวเพิ่มผล TRAVERSE ในฉลาก ถอดข้อความเตือนในกรอบดำเรื่องความเสี่ยงโรคหัวใจออก และให้ทุกผลิตภัณฑ์มีคำเตือนเรื่องความดันโลหิตสูงขึ้น ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2026 FDA เริ่มกระบวนการพิจารณาผ่อนข้อความเรื่องข้อจำกัดในผู้ชายสูงวัยและเรื่องต่อมลูกหมาก ซึ่งยังเป็นข้อเสนอ ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย
สรุปคือ TRT ไม่ได้อันตรายต่อหัวใจอย่างที่เคยกลัว แต่ไม่ได้ปลอดภัยไร้ความเสี่ยง จึงยังต้องวัดความดัน ตรวจเลือด และติดตามต่อเนื่อง ดูรายละเอียดที่ ผลข้างเคียงของ TRT
เรื่องสำคัญที่มักลืม: การมีลูก
ฮอร์โมนจากภายนอกทำให้สมองหยุดส่งสัญญาณไปที่อัณฑะ การสร้างอสุจิจึงลดลงหรือหยุด TRT จึงใช้คุมกำเนิดไม่ได้ แต่ก็ทำให้มีลูกยากได้ ถ้ายังวางแผนมีบุตร ให้บอกแพทย์ตั้งแต่แรก เพราะมีทางเลือกอื่นที่กระตุ้นอัณฑะให้ทำงานเองตามที่แพทย์พิจารณา และอาจตรวจ วิเคราะห์น้ำเชื้อ ก่อนเริ่ม
ขั้นตอนเริ่ม TRT อย่างถูกต้อง
- ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินอารมณ์ ความสัมพันธ์ การนอน
- ตรวจเลือดตอนเช้า 2 ครั้ง พร้อมรายการพื้นฐาน (ดู ตรวจเลือดก่อนเริ่ม TRT)
- คุยเป้าหมาย ทางเลือก ความเสี่ยง และเรื่องการมีลูก ก่อนตัดสินใจร่วมกัน
- เลือกรูปแบบยาและขนาดตามที่แพทย์ประเมินและสั่ง
- นัดติดตามที่ 3–6 เดือนแรก ตรวจระดับฮอร์โมน ความเข้มข้นเลือด PSA ความดัน แล้วปรับยา
- หลังคงที่ ติดตามอย่างน้อยปีละครั้ง และประเมินว่าอาการดีขึ้นจริงไหม ถ้าไม่ดีขึ้นใน 3–6 เดือน ควรทบทวนการวินิจฉัย
- 1ประเมินรอบด้านประวัติ ตรวจร่างกาย อารมณ์ การนอน ความสัมพันธ์
- 2ตรวจเลือดเช้า 2 ครั้งพร้อมรายการพื้นฐานเพื่อความปลอดภัย
- 3ตัดสินใจร่วมกันเป้าหมาย ความเสี่ยง และเรื่องการมีลูก
- 4เริ่มตามแพทย์สั่งรูปแบบและขนาดตามที่แพทย์ประเมิน
- 5ติดตาม 3–6 เดือนแล้วอย่างน้อยปีละครั้ง ไม่ดีขึ้นให้ทบทวนวินิจฉัย
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ และคลินิกช่วยอะไรได้
ถ้าคุณมีอาการที่สงสัยว่าฮอร์โมนต่ำ หรือกำลังใช้ฮอร์โมนอยู่แล้วโดยไม่มีคนติดตาม นี่คือเวลาที่ดีที่จะมาตรวจ ระหว่างใช้ TRT ถ้ามีเจ็บหน้าอก หายใจหอบ ขาบวมข้างเดียว ใจสั่นผิดปกติ หรือแขนขาอ่อนแรงทันที ให้ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669
ที่ Dr. Kris Clinic หมอดูแลตั้งแต่ประเมินว่าเข้าเกณฑ์จริงหรือไม่ ตรวจเลือด วางแผนรูปแบบยา จนถึงติดตามผลระยะยาว ทั้งที่คลินิกในสุราษฎร์ธานีและแบบออนไลน์สำหรับการติดตามบางส่วน ผู้ชายวัย 50 ขึ้นไปสามารถอ่าน ผู้ชายวัย Silver Age 50+ ประกอบได้


1
2
3











