Dr. Kris ClinicDr. Kris ClinicKnowledge
STI · HIV · PrEP

ยาต้าน HIV คืออะไร และสูตร TLD ที่แนะนำเป็นสูตรแรก

ยาต้านไวรัส (ART) ไม่ได้ทำให้ HIV หายขาด แต่กดไวรัสจนตรวจไม่พบ ฟื้นภูมิคุ้มกัน และหยุดการแพร่เชื้อ รู้จักสูตร TLD วิธีกิน ผลข้างเคียง และการตรวจติดตาม

ยาต้าน HIV คืออะไร และสูตร TLD ที่แนะนำเป็นสูตรแรก

สรุปสั้น ๆ

  • ควรเริ่มยาต้านไวรัสโดยเร็วหลังวินิจฉัย ไม่ต้องรอ CD4 ต่ำ หลายคนเริ่มได้ภายในวันเดียวกันหรือไม่กี่วัน
  • TLD เป็นยาเม็ดรวมกินวันละ 1 เม็ด เป็นสูตรแรกที่แนะนำทั้ง WHO และแนวทางประเทศไทย ผลข้างเคียงมักน้อยและดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์
  • ห้ามกินพร้อมยาลดกรด แคลเซียม เหล็ก หรือซิงก์ ห้ามหยุดยาเอง และต้องตรวจ viral load ตามนัดเพื่อยืนยันว่ายาได้ผล

วันที่ใครสักคนรู้ว่าตัวเองมีเชื้อ HIV คำถามแรกมักไม่ใช่เรื่องยา แต่เป็น "แล้วชีวิตฉันจะเป็นยังไงต่อ" หมออยากบอกตั้งแต่ต้นว่า ยาต้าน HIV ยุคนี้ต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนมาก ส่วนใหญ่กินแค่วันละ 1 เม็ด ผลข้างเคียงน้อย และถ้ากินต่อเนื่อง คุณจะใช้ชีวิต ทำงาน มีความรัก และมีครอบครัวได้ตามปกติ บทความนี้จะพาไปรู้จักยาต้านไวรัส โดยเฉพาะสูตร TLD ที่ใช้เป็นสูตรแรกในประเทศไทย

ยาต้าน HIV (ART) ทำงานอย่างไร

ยาต้านไวรัส (Antiretroviral Therapy: ART) คือยาที่ขัดขวางไม่ให้ไวรัส HIV เพิ่มจำนวนในร่างกาย ยาแต่ละกลุ่มออกฤทธิ์คนละจุดในวงจรชีวิตของไวรัส เช่น

  • กลุ่มยับยั้งเอนไซม์ Reverse Transcriptase (NRTIs) เช่น Tenofovir, Lamivudine, Emtricitabine ไม่ให้ไวรัสคัดลอกสารพันธุกรรมของตัวเอง
  • กลุ่มยับยั้งเอนไซม์ Integrase (INSTIs) เช่น Dolutegravir ไม่ให้ไวรัสแทรกตัวเข้าไปในสารพันธุกรรมของเซลล์เรา
  • กลุ่มอื่น เช่น NNRTIs และ Protease inhibitors ใช้ในบางสถานการณ์ เช่น แพ้ยา มีเชื้อดื้อยา หรือมียาที่ต้องกินร่วม

เพราะใช้ยาหลายตัวพร้อมกัน ไวรัสจึงดื้อยายาก เป้าหมายของการรักษา คือ

  1. กดปริมาณไวรัสในเลือด (Viral Load) ให้ต่ำจนตรวจไม่พบ
  2. ให้ CD4 ฟื้นตัว ป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
  3. ไม่ถ่ายทอดเชื้อให้คู่ทางเพศสัมพันธ์ ตามหลัก U=U
  4. มีคุณภาพชีวิตและอายุยืนใกล้เคียงคนทั่วไป

ยาไม่ได้กำจัดไวรัสที่หลบซ่อนอยู่ในเซลล์ให้หมดไป จึง ต้องกินต่อเนื่องตลอดชีวิต ถ้าหยุดยา ไวรัสจะกลับมาเพิ่มจำนวนภายในไม่กี่สัปดาห์

ควรเริ่มยาเมื่อไหร่

องค์การอนามัยโลก (WHO) และแนวทางการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย แนะนำให้ เริ่มยาทุกคนที่วินิจฉัยว่ามีเชื้อ ไม่ว่า CD4 จะเท่าไหร่ และให้เริ่มเร็ว ภายใน 7 วันหลังวินิจฉัย หรือแม้แต่วันเดียวกัน (Same-day ART) ถ้าพร้อม การศึกษาในประเทศไทยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพพบว่าการเริ่มยาเร็วสัมพันธ์กับผลการรักษาที่ดีกว่า

ข้อยกเว้นสำคัญคือ ถ้าสงสัย เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา (Cryptococcal meningitis) หรือ วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง แพทย์จะรักษาโรคติดเชื้อก่อนช่วงหนึ่งแล้วจึงเริ่มยาต้าน เพื่อลดภาวะอักเสบรุนแรงจากภูมิคุ้มกันฟื้นตัว (IRIS) อ่านเพิ่มเรื่อง CD4 และการติดเชื้อฉวยโอกาส

TLD คืออะไร ทำไมเป็นสูตรแรก

TLD คือยาเม็ดรวม 3 ตัวในเม็ดเดียว ได้แก่

  • T = Tenofovir disoproxil fumarate (TDF) 300 มก.
  • L = Lamivudine (3TC) 300 มก.
  • D = Dolutegravir (DTG) 50 มก.

WHO แนะนำสูตรที่มี Dolutegravir เป็นสูตรแรกสำหรับผู้ใหญ่และวัยรุ่นตั้งแต่ปี 2019 รวมถึงผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์และหญิงตั้งครรภ์ หลังข้อมูลที่ติดตามต่อมาพบว่าความกังวลเรื่องความผิดปกติของท่อประสาททารกต่ำมาก แนวทางของประเทศไทยก็ใช้ TLD เป็นสูตรหลักเช่นกัน ข้อดีคือ

  • กินวันละ 1 เม็ด เวลาเดิมทุกวัน กินพร้อมหรือไม่พร้อมอาหารก็ได้
  • กดไวรัสได้เร็ว ส่วนใหญ่ตรวจไม่พบภายใน 3–6 เดือน
  • ไวรัสดื้อยายากกว่าสูตรเก่าที่ใช้ Efavirenz
  • ผลข้างเคียงทางจิตประสาทน้อยกว่าสูตรเก่า

ในบางคน แพทย์อาจเลือกสูตรอื่น เช่น ใช้ Tenofovir alafenamide (TAF) แทน TDF เมื่อมีปัญหาไตหรือกระดูก หรือใช้สูตรอื่นเมื่อมียาที่ต้องกินร่วม ส่วนยาฉีดออกฤทธิ์นาน (Cabotegravir ร่วมกับ Rilpivirine) มีใช้แล้วในหลายประเทศ แต่ยังเป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม การเลือกสูตรจึงต้องให้แพทย์ประเมินเป็นรายคน

แผนภาพTLD: ยา 3 ตัวในเม็ดเดียว ทำงานคนละจุด
TLD วันละ 1 เม็ด

T = Tenofovir (TDF)

กลุ่ม NRTI

  • ไม่ให้ไวรัสคัดลอกสารพันธุกรรม
  • รักษาตับอักเสบบีไปด้วย

L = Lamivudine (3TC)

กลุ่ม NRTI

  • ไม่ให้ไวรัสคัดลอกสารพันธุกรรม
  • ทำงานคู่กับ Tenofovir

D = Dolutegravir (DTG)

กลุ่ม INSTI

  • ไม่ให้ไวรัสแทรกเข้าสารพันธุกรรมเซลล์
  • ดื้อยายากกว่าสูตรเก่า

WHO แนะนำสูตรที่มี Dolutegravir เป็นสูตรแรกตั้งแต่ปี 2019 การเลือกสูตรตามที่แพทย์ประเมิน

กิน TLD อย่างไรให้ได้ผล และยาที่ต้องระวัง

  • กินวันละ 1 เม็ด เวลาเดียวกันทุกวัน ตั้งปลุกในมือถือช่วยได้มาก
  • ถ้าลืม ให้กินทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้เวลามื้อถัดไปมากแล้ว ให้ข้ามไปกินมื้อถัดไปตามปกติ ห้ามกินเบิ้ล 2 เม็ด
  • ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียมหรือแมกนีเซียม แคลเซียม เหล็ก ซิงก์ และวิตามินรวมที่มีแร่ธาตุ ลดการดูดซึม Dolutegravir ให้กิน TLD ก่อนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง หรือหลัง 6 ชั่วโมง (ถ้าเป็นแคลเซียมหรือเหล็ก การกินพร้อมมื้ออาหารเป็นอีกทางหนึ่งตามคำแนะนำของแพทย์) อ่านเรื่อง แคลเซียม ซิงก์ และวิตามินดี ก่อนซื้ออาหารเสริมกินเอง
  • ยารักษาวัณโรค Rifampicin ทำให้ระดับ Dolutegravir ลดลง แพทย์ต้องปรับขนาดยา
  • ยาเบาหวาน Metformin อาจมีระดับยาสูงขึ้น ต้องให้แพทย์ปรับขนาด
  • บอกแพทย์ทุกครั้งเรื่องยาสมุนไพร อาหารเสริม และยาที่ใช้อยู่ รวมถึง ฮอร์โมนข้ามเพศ ซึ่งโดยทั่วไปใช้ร่วมกับ TLD ได้ แต่ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์

ผลข้างเคียงที่อาจพบ

ช่วง 2–4 สัปดาห์แรก บางคนมีอาการคลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับหรือฝันชัด ส่วนใหญ่ดีขึ้นเอง ถ้านอนไม่หลับ การเปลี่ยนเวลากินยาเป็นช่วงเช้าอาจช่วยได้ ปรึกษาแพทย์ก่อนปรับ

ระยะยาวที่ต้องติดตาม

  • การทำงานของไตและความหนาแน่นกระดูก จาก TDF
  • น้ำหนักเพิ่ม ซึ่งพบได้กับสูตรที่มี Dolutegravir จึงควรดูแลอาหารและออกกำลังกายตั้งแต่เริ่ม
  • ค่า Creatinine อาจสูงขึ้นเล็กน้อยจาก Dolutegravir โดยไม่ได้แปลว่าไตเสีย แพทย์จะแปลผลให้

อาการที่ต้องรีบพบแพทย์ ผื่นรุนแรง มีไข้ ตาหรือตัวเหลือง ปวดท้องรุนแรง หรือมีอารมณ์ซึมเศร้าและคิดทำร้ายตัวเอง (โทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง)

ก่อนเริ่มยาและระหว่างกินยา ต้องตรวจอะไรบ้าง

ก่อนเริ่มยา แพทย์มักตรวจ

  • ยืนยันผล HIV และวัดระดับ CD4
  • การทำงานของไต (Creatinine) และตับ น้ำตาล ไขมัน
  • ไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) และซี ซิฟิลิส และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นตามความเสี่ยง
  • คัดกรองวัณโรค และตรวจแอนติเจนของเชื้อราคริปโตค็อกคัส (CrAg) ถ้า CD4 ต่ำ
  • ตรวจการตั้งครรภ์ในผู้ที่อาจตั้งครรภ์ได้
  • บางกรณีตรวจเชื้อดื้อยาก่อนเริ่ม

แต่ ไม่จำเป็นต้องรอผลทุกตัวครบ จึงจะเริ่มยาได้ ส่วนการติดตาม โดยทั่วไปจะตรวจ viral load ที่ประมาณ 6 เดือนหลังเริ่มยา และหลังจากนั้นอย่างน้อยปีละครั้งเมื่อคุมได้ดี ถ้าผล viral load สูงกว่า 1,000 copies/mL แพทย์จะทบทวนการกินยาและพิจารณาตรวจเชื้อดื้อยา

แผนภาพเส้นทางการรักษา HIV ตั้งแต่วันที่รู้ผล
  1. วันวินิจฉัย
    ตรวจพื้นฐาน เริ่มยาได้เลย

    CD4 ไต ตับ ตับอักเสบบี ซิฟิลิส ไม่ต้องรอผลครบทุกตัว

  2. ≤ 7 วัน
    เริ่มยาทุกคน

    ไม่ว่า CD4 เท่าไร หรือเริ่มวันเดียวกันถ้าพร้อม

  3. 2–4 สัปดาห์
    ผลข้างเคียงช่วงแรกดีขึ้น

    คลื่นไส้ ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ มักหายเอง

  4. ~6 เดือน
    ตรวจ viral load

    ส่วนใหญ่ตรวจไม่พบภายใน 3–6 เดือน

  5. ทุกปี
    ตรวจ viral load อย่างน้อยปีละครั้ง

    ถ้าเกิน 1,000 copies/mL แพทย์ทบทวนการกินยาและเชื้อดื้อยา

ตามแนวทาง WHO และประเทศไทย ยกเว้นสงสัยเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อราหรือวัณโรค ที่ต้องรักษาโรคติดเชื้อก่อน

สิทธิการรักษาและการดูแลที่ Dr. Kris Clinic

คนไทยรับยาต้านไวรัสและการตรวจติดตามได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านสิทธิบัตรทอง ประกันสังคม หรือสิทธิข้าราชการ ตามโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ ข้อมูลการรักษาเป็นความลับตามกฎหมาย

ที่ Dr. Kris Clinic สุราษฎร์ธานี หมอช่วยตั้งแต่ให้คำปรึกษาหลังทราบผล อธิบายยาและผลข้างเคียงแบบเข้าใจง่าย วางแผนการตรวจก่อนเริ่มยา ดูแลปัญหาสุขภาพเพศที่มากับ HIV ไปจนถึงช่วยประสานเข้าระบบสิทธิการรักษา และปรึกษาออนไลน์ได้ทั่วประเทศ ถ้าคุณเพิ่งรู้ผล อ่านเรื่อง การใช้ชีวิตกับ HIV และ 10 คำถามยอดฮิต ประกอบ แล้วมาคุยกันได้เลยครับ

ขั้นต่อไป

อยากให้หมอช่วยดูเรื่องนี้ ทำได้ใน 3 ขั้น

อ่านบทความเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เมื่อพร้อม ลองประเมินตัวเองก่อน ดูว่าการปรึกษาเป็นอย่างไร แล้วค่อยนัดเวลาที่สะดวก

แบบประเมินเป็นข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยและไม่แทนการประเมินโดยแพทย์ ผลลัพธ์ของการดูแลแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ ความซับซ้อนของปัญหา และปัจจัยอื่น ๆ

Consult Dr. Kris

ดูแล HIV อย่างต่อเนื่อง

ปรึกษาเรื่องยาต้าน ผลเลือด และชีวิตประจำวัน ในพื้นที่ที่ไม่ตัดสิน

คำถามที่พบบ่อย

กิน TLD นานแค่ไหนจึงตรวจไม่พบไวรัส

ส่วนใหญ่ viral load ตรวจไม่พบภายใน 3–6 เดือนหลังเริ่มยาอย่างสม่ำเสมอ แพทย์จะนัดตรวจเพื่อยืนยัน

ลืมกินยา TLD 1 วัน ทำอย่างไร

กินทันทีที่นึกได้ ถ้าใกล้มื้อถัดไปแล้วให้ข้ามไปกินตามปกติ ไม่ต้องกินเบิ้ล ถ้าลืมบ่อยควรคุยกับแพทย์หาวิธีช่วยจำ

กิน TLD พร้อมแคลเซียมหรือวิตามินรวมได้ไหม

ควรเว้นระยะ โดยกิน TLD ก่อนอย่างน้อย 2 ชั่วโมงหรือหลัง 6 ชั่วโมง เพราะแร่ธาตุลดการดูดซึมของ Dolutegravir ควรถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

หยุดยาต้าน HIV เมื่อตรวจไม่พบเชื้อแล้วได้ไหม

ไม่ได้ครับ การตรวจไม่พบเกิดจากยากดไวรัสไว้ ถ้าหยุดยา ไวรัสจะกลับมาเพิ่มจำนวนและอาจดื้อยาได้

English edition

Read this article in English

HIV Treatment Explained: Antiretrovirals and the First-Line TLD Pill →

Full English version for international patients and visitors.

เอกสารอ้างอิง

  1. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565
  2. World Health Organization. Consolidated guidelines on HIV prevention, testing, treatment, service delivery and monitoring: recommendations for a public health approach. Geneva: WHO; 2021
  3. World Health Organization. Update of recommendations on first- and second-line antiretroviral regimens (policy brief). Geneva: WHO; 2019
  4. U.S. Department of Health and Human Services. Guidelines for the Use of Antiretroviral Agents in Adults and Adolescents with HIV (updated 2024–2025). clinicalinfo.hiv.gov
  5. Zash R, et al. Neural-tube defects and antiretroviral treatment regimens in Botswana. N Engl J Med. 2019;381:827–840

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ หากมีอาการผิดปกติหรือกังวล ควรปรึกษาแพทย์

Dr. Kris Clinicคลินิกเวชศาสตร์ครอบครัวและสุขภาพเพศ สุราษฎร์ธานีดูแลโดย นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ · ว.48387

เวลาทำการ

  • จันทร์ปิดทำการ
  • อังคาร – ศุกร์17:00 – 20:00
  • เสาร์ – อาทิตย์10:00 – 15:00

ปรึกษาออนไลน์ได้ทั่วประเทศ

ติดต่อ