เวลาหมอออกไปพูดเรื่อง HIV หรือตอบแชตจากคนไข้ คำถามที่เจอวนอยู่ไม่กี่เรื่อง และหลายคำถามมีคำตอบที่เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว หมอจึงรวบรวม 10 ข้อที่ถามบ่อยที่สุดไว้ที่นี่ ตอบแบบสั้นก่อน แล้วถ้าอยากรู้ลึก กดลิงก์ไปอ่านต่อได้ทีละเรื่องครับ
1–3 พื้นฐานที่ควรรู้
1. HIV ติดได้อย่างไร
HIV ติดผ่านเลือด น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งช่องคลอดและทวารหนัก และน้ำนมแม่ ช่องทางหลักคือเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน (โดยเฉพาะทางทวารหนัก) การใช้เข็มฉีดร่วมกัน และจากแม่สู่ลูก ไม่ติด จากการกอด จูบ กินข้าวร่วมกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน หรือยุงกัด อ่านละเอียดใน HIV คืออะไร ติดได้อย่างไร
2. HIV ต่างจากเอดส์ (AIDS) อย่างไร
HIV คือเชื้อไวรัส ส่วนเอดส์คือระยะท้ายที่ภูมิคุ้มกันถูกทำลายจนต่ำมาก (มักใช้เกณฑ์ CD4 ต่ำกว่า 200 หรือมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาส) ซึ่งเกิดเมื่อไม่ได้รักษา คนที่กินยาต่อเนื่องส่วนใหญ่จะไม่ไปถึงระยะนั้น
3. ติด HIV แล้วต้องตายเร็วไหม
ไม่จำเป็นครับ ข้อมูลกลุ่มใหญ่ที่ตีพิมพ์ปี 2023 พบว่าผู้ที่เริ่มยาต้านไวรัสหลังปี 2015 และกินต่อเนื่อง มีอายุคาดเฉลี่ยประมาณปลาย 70 ปี ยิ่งเริ่มยาตอนภูมิคุ้มกันยังดี ยิ่งใกล้เคียงคนทั่วไป สิ่งที่ทำให้เสียชีวิตเร็วคือ "ไม่รู้ว่าติด" หรือ "รู้แต่ไม่ได้รักษา" อ่านต่อที่ ติด HIV ไม่จำเป็นต้องตายเร็ว
4–6 เรื่องการตรวจและการป้องกันตัวเอง
4. กินยาต้านแล้ว ยังต้องใช้ถุงยางไหม
ต้องแยกเป็นสองเรื่อง ถ้าคุมไวรัสจนตรวจไม่พบต่อเนื่อง ไม่แพร่ HIV ให้คู่ทางเพศสัมพันธ์ แต่ยาต้าน HIV ไม่ป้องกัน ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม เริม หรือ HPV และไม่ป้องกันการตั้งครรภ์ หมอจึงยังแนะนำให้ใช้ถุงยางเป็นหลัก โดยเฉพาะกับคู่ใหม่หรือมีหลายคู่ อ่านเรื่อง U=U และถุงยาง
5. ตรวจ HIV ต้องอดอาหารไหม
ไม่ต้องอดอาหารครับ อาหาร น้ำ กาแฟ ไม่มีผลต่อผลตรวจ HIV ตรวจได้ทุกเวลา ทั้งเจาะเลือดที่คลินิก ตรวจปลายนิ้ว หรือชุดตรวจด้วยตนเอง แต่ถ้าตรวจเลือดอย่างอื่นพร้อมกัน เช่น น้ำตาลหรือไขมัน อาจต้องงดอาหารตามที่แพทย์บอก
6. ตรวจแล้วผลเป็นลบ แปลว่าไม่ติดแน่นอนใช่ไหม
ขึ้นกับว่าตรวจห่างจากวันที่เสี่ยงนานแค่ไหน และใช้ชุดตรวจแบบใด เพราะมี ช่วงหน้าต่าง (Window Period) ที่ร่างกายติดเชื้อแล้วแต่ตรวจยังไม่เจอ โดยคร่าว ๆ ตามข้อมูลของ CDC
- การตรวจหาเชื้อโดยตรง (NAT): ตรวจเจอได้ประมาณ 10–33 วันหลังเสี่ยง
- การตรวจเลือดจากหลอดเลือดดำแบบ Antigen/Antibody (Fourth Generation): ประมาณ 18–45 วัน
- ชุดตรวจแอนติบอดี รวมถึงชุดตรวจด้วยตนเองส่วนใหญ่: ประมาณ 23–90 วัน
ถ้าเสี่ยงไม่เกิน 72 ชั่วโมง สิ่งที่ต้องทำก่อนคือ ปรึกษาเรื่อง PEP ทันที ไม่ใช่รอตรวจ อ่านเพิ่มที่ ผลลบเชื่อได้แค่ไหน
- 0–72 ชม.ยังไม่ใช่เวลาตรวจ
ให้ปรึกษาเรื่อง PEP ทันที
- 10–33 วันNAT ตรวจหาเชื้อโดยตรง
ตรวจเจอได้เร็วที่สุด
- 18–45 วันAg/Ab รุ่นที่ 4
ตรวจเลือดจากหลอดเลือดดำ
- 23–90 วันชุดตรวจแอนติบอดี
รวมถึงชุดตรวจด้วยตนเองส่วนใหญ่
ช่วงเวลาตามข้อมูลของ CDC ตรวจ HIV ไม่ต้องอดอาหาร
7–8 PrEP กับ PEP
7. PrEP คืออะไร
PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) คือยาต้านไวรัสที่คนซึ่งยังไม่มีเชื้อใช้ ก่อน มีความเสี่ยง เหมาะกับคนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อ เช่น มีคู่หลายคน ใช้ถุงยางไม่สม่ำเสมอ คู่มีเชื้อแต่ยังคุมไวรัสไม่ได้ เคยใช้ PEP หรือเคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถ้ากินถูกวิธี ป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้สูงมาก มีทั้งแบบกินทุกวัน และแบบเฉพาะกิจ (2-1-1) ซึ่งเหมาะกับบางกลุ่มเท่านั้น และในต่างประเทศเริ่มมี PrEP แบบฉีดแล้ว อ่านเพิ่มที่ PrEP ก่อนเริ่มต้องตรวจ HIV และการทำงานของไตก่อนเสมอ
8. PEP ต่างจาก PrEP อย่างไร
PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือยาต้านไวรัส หลัง มีความเสี่ยง เช่น ถุงยางแตก ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือถูกเข็มตำ ต้องเริ่มเร็วที่สุด ยิ่งภายในไม่กี่ชั่วโมงยิ่งดี และไม่เกิน 72 ชั่วโมง กินต่อเนื่อง 28 วันตามที่แพทย์สั่ง ส่วน PrEP คือการป้องกันล่วงหน้าแบบต่อเนื่อง คนที่ต้องใช้ PEP บ่อยควรคุยกับแพทย์เรื่องเปลี่ยนมาใช้ PrEP อ่านเปรียบเทียบใน PrEP กับ PEP ต่างกันอย่างไร
9–10 ชีวิตหลังรู้ผล
9. กินยาต้าน HIV แล้วจะไม่แพร่เชื้อให้คนอื่นจริงไหม
จริงครับ เมื่อกินยาสม่ำเสมอจนปริมาณไวรัสในเลือดต่ำจนตรวจไม่พบด้วยวิธีตรวจที่ใช้ (งานวิจัย U=U ใช้เกณฑ์ต่ำกว่า 200 copies/mL) และคงระดับนี้ไว้ จะ ไม่ถ่ายทอด HIV ทางเพศสัมพันธ์ องค์การอนามัยโลกยืนยันไว้ในเอกสารปี 2023 ว่าความเสี่ยงเป็น "ศูนย์" ที่ระดับนี้ แต่ต้องกินยาต่อเนื่องและตรวจ viral load ตามนัด ส่วนการให้นมแม่และการใช้เข็มร่วมกันไม่อยู่ในหลัก U=U อ่าน U=U
10. ถ้าติด HIV จะมีลูกได้ไหม
ได้ครับ เมื่อแม่กินยาต่อเนื่องและคุมไวรัสได้ตลอดการตั้งครรภ์ โอกาสส่งต่อเชื้อถึงลูกต่ำกว่า 1% ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ WHO รับรองว่ากำจัดการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้ (ปี 2016) ส่วนคู่ที่ฝ่ายชายมีเชื้อและคุมไวรัสได้ ก็วางแผนมีลูกได้อย่างปลอดภัย อ่านเพิ่มที่ มี HIV แล้วมีลูกได้ไหม
ความเชื่อเดิม
- ติด HIV แล้วต้องตายเร็ว
- HIV กับเอดส์คือสิ่งเดียวกัน
- กินยาแล้วก็ยังแพร่เชื้อให้คู่
- มีเชื้อแล้วมีลูกไม่ได้
ความจริง
- กินยาต่อเนื่อง อายุคาดเฉลี่ยราวปลาย 70 ปี
- เอดส์คือระยะท้ายเมื่อไม่ได้รักษา
- ตรวจไม่พบเชื้อ = ไม่แพร่ทางเพศสัมพันธ์
- คุมไวรัสได้ โอกาสส่งต่อลูกต่ำกว่า 1%
ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ WHO รับรองว่ากำจัดการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้ (2016)
อยากปรึกษาต่อ ทำอย่างไร
ถ้าคำถามของคุณไม่อยู่ใน 10 ข้อนี้ หรือกำลังกังวลกับความเสี่ยงที่เพิ่งเกิดขึ้น ทักมาคุยได้เลยครับ ที่ Dr. Kris Clinic สุราษฎร์ธานี หมอช่วยประเมินความเสี่ยง วางแผนการตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ดูแลเรื่อง PrEP และ PEP และให้คำปรึกษาผู้ที่เพิ่งทราบผล แบบเป็นส่วนตัวและไม่ตัดสิน และปรึกษาออนไลน์ได้ทั่วประเทศ


1
2
3











