หลายคนแปลกใจเมื่อรู้ว่าผู้หญิงก็มีฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ในร่างกาย และระดับของมันลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ หรือลดลงทันทีหลังผ่าตัดรังไข่ทั้งสองข้าง คำถามที่ผมได้รับบ่อยคือ "ทาฮอร์โมนผู้ชายแล้วจะกลับมาอยากเหมือนเดิมไหม" คำตอบที่ตรงที่สุดคือ "ในบางคน ได้ ถ้าเลือกคนให้ถูกและใช้ให้ถูก"
เทสโทสเตอโรนทำอะไรในร่างกายผู้หญิง
ในผู้หญิง เทสโทสเตอโรนสร้างจากรังไข่และต่อมหมวกไต และยังเป็นวัตถุดิบในการสร้างเอสโตรเจนด้วย มีส่วนเกี่ยวกับความต้องการทางเพศ การตอบสนองทางเพศ และอาจเกี่ยวกับอารมณ์และกล้ามเนื้อ แต่ความต้องการทางเพศของผู้หญิงไม่ได้ขึ้นกับฮอร์โมนตัวเดียว ความสัมพันธ์ ความเครียด ความเจ็บ และยาก็มีผลมากไม่แพ้กัน
ด้วยเหตุนี้ ระดับเทสโทสเตอโรนในเลือดไม่ได้ใช้วินิจฉัยว่าผู้หญิงคนไหน "ขาดฮอร์โมนชาย" เพราะระดับในเลือดสัมพันธ์กับความต้องการทางเพศไม่ชัดเจน
ใครที่อาจได้ประโยชน์
ฉันทามติระดับโลกเรื่องการใช้เทสโทสเตอโรนในผู้หญิงปี 2019 ซึ่งหลายสมาคมรับรองร่วมกัน และแนวทางเวชปฏิบัติของ ISSWSH ปี 2021 สรุปตรงกันว่า
- ข้อบ่งใช้ที่มีหลักฐานรองรับ มีเพียงข้อเดียว คือ ภาวะความต้องการทางเพศต่ำที่ทำให้ทุกข์ใจ (HSDD) ในผู้หญิง หลังหมดประจำเดือน ทั้งแบบตามธรรมชาติและจากการผ่าตัด
- ต้องประเมินสาเหตุอื่นก่อน เช่น ยา ซึมเศร้า ความเจ็บ ความสัมพันธ์ ถ้ายังไม่ได้แก้ เทสโทสเตอโรนมักช่วยได้ไม่มาก
- ในผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือน ข้อมูลยังจำกัด ใช้ได้เฉพาะกรณีพิจารณาเป็นราย ๆ
อ่านเรื่องการวินิจฉัยความต้องการลดลงก่อนได้ที่ ความต้องการทางเพศลดลง (HSDD) และ FSIAD
ฉันทามติระดับโลก (2019) และแนวทาง ISSWSH (2021)
ได้ผลแค่ไหน
งานวิเคราะห์รวมงานวิจัยแบบสุ่ม (Islam และคณะ, Lancet Diabetes & Endocrinology 2019) พบว่าในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน เทสโทสเตอโรนช่วยเพิ่มความต้องการ การตื่นตัว การถึงจุดสุดยอด และความพึงพอใจทางเพศ ในระดับปานกลาง และเพิ่มจำนวนครั้งของกิจกรรมทางเพศที่พอใจประมาณเดือนละ 1 ครั้งโดยเฉลี่ย บางคนตอบสนองดีมาก บางคนแทบไม่ต่าง
แปลว่านี่ไม่ใช่ "ยาปลุกอารมณ์" แต่เป็นตัวช่วยหนึ่งในแผนการดูแลที่ใหญ่กว่า
ใช้อย่างไร (ตามที่แพทย์ประเมินและสั่ง)
- รูปแบบ แนะนำแบบทาผิว (Transdermal) ในต่างประเทศมีผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะเพียงบางประเทศ ในหลายที่รวมถึงไทย แพทย์จึงใช้เจลของผู้ชายในขนาดที่ลดลงมาก โดยทั่วไปราวหนึ่งในสิบของขนาดผู้ชาย ซึ่งเป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ (Off-label) จึงต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิด
- ไม่แนะนำ ยาฉีด เม็ดฝัง หรือยาเม็ดรับประทาน เพราะระดับยาสูงเกินและควบคุมยาก
- เป้าหมาย ให้ระดับในเลือดอยู่ในช่วงปกติของผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือน ไม่ใช่ระดับของผู้ชาย
- ติดตามผล เจาะเลือดก่อนเริ่ม และประมาณ 3–6 สัปดาห์หลังเริ่ม แล้วตรวจเป็นระยะ ประเมินอาการที่ 3–6 เดือน ถ้าไม่ดีขึ้นที่ 6 เดือน ควรหยุด
หากเจลถูกผิวคนอื่น เช่น คู่หรือเด็ก อาจได้รับฮอร์โมนไปด้วย ควรล้างมือหลังทา และให้บริเวณที่ทาแห้งก่อนสัมผัสผู้อื่น
- ก่อนเริ่มเจาะเลือดตั้งต้น
ประเมินสาเหตุอื่นและข้อห้ามให้ครบ
- 3–6 สัปดาห์เจาะเลือดซ้ำ
ให้อยู่ในช่วงปกติของผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือน
- 3–6 เดือนประเมินอาการ
ความต้องการและความพึงพอใจดีขึ้นไหม
- 6 เดือนตัดสินใจ
ถ้าไม่ดีขึ้น ควรหยุด
แจ้งแพทย์ทันทีถ้าเสียงแหบ ขนขึ้นมาก หรือผมบาง บางอย่างอาจไม่กลับคืน
ผลข้างเคียงและข้อห้าม
ที่พบบ่อยเมื่อระดับสูงเกิน
- สิว ผิวมัน
- ขนขึ้นมากบริเวณที่ทาหรือใบหน้า
ที่พบน้อยแต่ต้องระวัง
- เสียงแหบลง คลิตอริสโตขึ้น ผมบางแบบผู้ชาย ซึ่งบางอย่างอาจไม่กลับคืน จึงต้องแจ้งแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มสังเกตเห็น
ไม่ควรใช้หรือต้องระวังเป็นพิเศษ ในผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน ผู้ที่มีภาวะแอนโดรเจนเกินอยู่แล้ว เช่น สิวหรือขนดกมาก หรือ PCOS ที่ยังคุมไม่ได้ และผู้ที่มีโรคตับรุนแรง ข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวเกิน 2 ปีด้านหัวใจและเต้านมยังจำกัด
ข้อควรระวังสำหรับคนข้ามเพศและผู้ชาย
บทความนี้พูดถึงการใช้ขนาดต่ำในผู้หญิงซิสเจนเดอร์ สำหรับทรานส์แมนที่ต้องการฮอร์โมนเพื่อยืนยันเพศ ขนาดและเป้าหมายต่างกันมาก อ่าน ฮอร์โมนข้ามเพศชาย (FTM) ส่วนพื้นฐานเรื่องฮอร์โมนนี้ อ่านได้ที่ ฮอร์โมนเพศชายพื้นฐาน
เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์
ถ้าคุณอยู่ในวัยหมดประจำเดือนหรือผ่าตัดรังไข่แล้ว และความต้องการทางเพศที่ลดลงทำให้ทุกข์ใจ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินทั้งระบบก่อน ซึ่งอาจรวมถึงเรื่อง ฮอร์โมนวัยทอง และความแห้งของช่องคลอด อย่าซื้อเจลหรือยาฉีดมาใช้เอง เพราะขนาดที่ผิดทำให้เกิดผลข้างเคียงที่บางอย่างไม่กลับคืน
ที่ Dr. Kris Clinic ผมประเมินว่าคุณเหมาะกับการใช้เทสโทสเตอโรนหรือไม่ ตรวจเลือดก่อนและระหว่างใช้ และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ปรึกษาที่คลินิกหรือออนไลน์ได้ครับ


1
2
3









