ทาดาลาฟิล (Tadalafil) เป็นหนึ่งในยาที่ผมคุยกับคนไข้บ่อยที่สุด ทั้งคนที่มีปัญหาแข็งตัว และผู้ชายวัย 40–60 ที่มีอาการปัสสาวะจากต่อมลูกหมากโตร่วมด้วย ชื่อการค้าที่คนรู้จักคือ Cialis แต่ในไทยมียาสามัญหลายยี่ห้อที่มีตัวยาเดียวกัน บทความนี้จะอธิบายว่ายาทำงานอย่างไร และใช้อย่างไรให้ปลอดภัย
ทาดาลาฟิลทำงานอย่างไร
ทาดาลาฟิลอยู่ในกลุ่มยายับยั้งเอนไซม์ PDE5 (PDE5 inhibitors) เวลาเรามีอารมณ์ทางเพศ ร่างกายจะสร้างสาร cGMP ทำให้หลอดเลือดในอวัยวะเพศคลายตัวและเลือดไหลเข้า เอนไซม์ PDE5 มีหน้าที่ทำลาย cGMP ยาจึงช่วยให้ cGMP อยู่นานขึ้น การแข็งตัวจึงเกิดง่ายและคงอยู่ได้ดีขึ้น
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ยาไม่ได้ทำให้แข็งเอง ต้องมีอารมณ์และการกระตุ้นทางเพศด้วย และไม่ใช่ยาเพิ่มความต้องการทางเพศ ถ้าปัญหาหลักคือไม่มีอารมณ์ ควรดูเรื่องฮอร์โมน ความเครียด หรือความสัมพันธ์ เช่น อาการขาดฮอร์โมนเพศชาย
- 1มีอารมณ์ทางเพศยาไม่ได้ทำให้แข็งเอง ต้องมีการกระตุ้นก่อน
- 2ร่างกายสร้าง cGMPหลอดเลือดอวัยวะเพศคลายตัว เลือดไหลเข้า
- 3ยายับยั้ง PDE5PDE5 ปกติทำลาย cGMP ยาจึงช่วยให้อยู่นานขึ้น
- 4แข็งง่าย คงอยู่ดีการแข็งตัวเกิดง่ายขึ้นและคงอยู่ได้ดีขึ้น
ทาดาลาฟิลไม่ใช่ยาเพิ่มความต้องการทางเพศ
จุดเด่น: ออกฤทธิ์นานได้ถึง 36 ชั่วโมง
ทาดาลาฟิลมีค่าครึ่งชีวิตราว 17.5 ชั่วโมง นานกว่าซิลเดนาฟิลมาก ข้อดีที่คนไข้มักบอกคือ
- ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องจับเวลาว่าต้องมีเพศสัมพันธ์ภายในชั่วโมงไหน
- เป็นธรรมชาติขึ้น ความใกล้ชิดเกิดได้ตามจังหวะของคู่
- ครอบคลุมช่วงเวลานาน เช่น ทั้งคืนวันศุกร์ถึงเช้าวันเสาร์
- ใช้แบบขนาดต่ำทุกวันได้ สำหรับบางคน
อาหารมีผลต่อการดูดซึมน้อย แต่ควรเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หนัก เพราะทั้งทำให้แข็งยากและเพิ่มโอกาสความดันต่ำ
รูปแบบการใช้ (ตามที่แพทย์ประเมินและสั่ง)
แบบเฉพาะกิจ (On-demand)
ใช้ก่อนมีกิจกรรมทางเพศ โดยทั่วไปอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1–2 ชั่วโมง ขนาดที่ใช้บ่อยคือ 10 หรือ 20 มก. ไม่ควรใช้เกินวันละ 1 ครั้ง เหมาะกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย อ่านเพิ่มเรื่อง Tadalafil 10 มก. กับ 20 มก. ต่างกันอย่างไร
แบบขนาดต่ำทุกวัน (Daily use)
ใช้ 2.5–5 มก. วันละครั้ง เวลาเดิมทุกวัน ระดับยาในเลือดจะคงที่หลังใช้ต่อเนื่องราว 5 วัน เหมาะกับคนที่มีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ ไม่อยากวางแผนล่วงหน้า หรือมีต่อมลูกหมากโตร่วมด้วย (ขนาดที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโตคือ 5 มก. ต่อวัน) เปรียบเทียบได้ที่ แบบกินทุกวันกับแบบเฉพาะกิจ
ขนาดยาอาจต้องลดลงในคนที่ไตหรือตับทำงานลดลง หรือใช้ยาบางกลุ่มร่วม นี่คือเหตุผลที่ต้องให้แพทย์ประเมินก่อน
แบบเฉพาะกิจ
On-demand
- ใช้ก่อนกิจกรรมอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1–2 ชม.
- ขนาดที่ใช้บ่อย 10 หรือ 20 มก.
- ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง
- เหมาะกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย
แบบขนาดต่ำทุกวัน
Daily use
- 2.5–5 มก. วันละครั้ง เวลาเดิม
- ระดับยาคงที่หลังใช้ต่อเนื่องราว 5 วัน
- เหมาะกับคนที่มีกิจกรรมสม่ำเสมอ
- ช่วยอาการต่อมลูกหมากโตร่วมด้วย
ขนาดและรูปแบบยาเป็นไปตามที่แพทย์ประเมิน อาจต้องลดในคนที่ไตหรือตับทำงานลดลง
ผลข้างเคียงที่พบได้
- ปวดศีรษะ หน้าแดง คัดจมูก
- อาหารไม่ย่อย แสบท้อง
- ปวดหลังหรือปวดกล้ามเนื้อ พบในทาดาลาฟิลมากกว่ายาตัวอื่นในกลุ่ม มักเกิด 12–24 ชั่วโมงหลังกินและหายเอง
- เวียนศีรษะจากความดันลดลงเล็กน้อย
ส่วนใหญ่เป็นไม่มากและลดลงเมื่อใช้ต่อเนื่อง ถ้ารบกวนมากให้บอกแพทย์เพื่อปรับขนาดหรือเปลี่ยนยา
ข้อห้ามและยาที่ต้องระวัง
- ยาริโอซิกัวต์ (Riociguat) สำหรับความดันในปอดสูง ห้ามใช้ร่วม
- ยาลดความดันกลุ่มแอลฟาบล็อกเกอร์ (เช่น ยาต่อมลูกหมากบางตัว) ใช้ร่วมได้แต่ต้องระวังความดันต่ำ
- ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ CYP3A4 แรง ๆ เช่น ยาต้านเชื้อราบางตัว ยาต้านไวรัส HIV ที่มี ritonavir หรือ cobicistat ทำให้ระดับยาสูงขึ้น ต้องลดขนาด
- คนที่มีโรคหัวใจรุนแรง เพิ่งเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหลอดเลือดสมอง ความดันต่ำมาก ต้องให้แพทย์ประเมินก่อน
อ่านเรื่องอันตรายของ Poppers เพิ่มได้ที่ Poppers คืออะไร อันตรายที่ต้องรู้
อาการที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที
- แข็งค้างเกิน 4 ชั่วโมง (Priapism) เสี่ยงเนื้อเยื่อเสียหายถาวร
- เจ็บแน่นหน้าอก หน้ามืดเป็นลม
- ตามัวหรือมองไม่เห็นทันทีในตาข้างใดข้างหนึ่ง
- การได้ยินลดลงทันที หรือหูอื้อมาก
ทำไมไม่ควรซื้อกินเอง
ยากลุ่มนี้ต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ เพราะต้องดูโรคหัวใจ ยาที่ใช้อยู่ และสาเหตุของ ED ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของเบาหวานหรือความดันที่ยังไม่รู้ตัว ยาที่ขายทางออนไลน์ยังมีความเสี่ยงเป็นยาปลอมหรือขนาดไม่ตรงฉลาก
ที่ Dr. Kris Clinic เราประเมินอาการ ตรวจหาสาเหตุร่วม เช่น ฮอร์โมนต่ำ เบาหวาน ความเครียด แล้วเลือกรูปแบบยาที่เหมาะกับร่างกายและไลฟ์สไตล์ของคุณ ทั้งที่คลินิกและออนไลน์ อ่านภาพรวมการรักษาได้ที่ ED อวัยวะเพศไม่แข็งตัว


1
2
3











