TREATMENT

ขั้นตอนและแนวทางการรักษา

ทุกการรักษาเริ่มจากการพูดคุยกับแพทย์แบบส่วนตัว ด้านล่างคือแนวทางการดูแลแยกตามโรค อ้างอิงแนวทางเวชปฏิบัติสากล แพทย์จะปรับให้เหมาะกับแต่ละคน

ขั้นตอนการรักษา

ตั้งแต่นัดหมายจนถึงติดตามผล

1

นัดหมาย

จองคิวผ่านเว็บไซต์หรือ LINE OA เลือกวันเวลาที่สะดวก

2

ปรึกษาแพทย์

พูดคุยกับ Dr. Kris แบบส่วนตัว ประเมินอาการและความต้องการ

3

วางแผนการรักษา

รับแผนการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล พร้อมคำแนะนำที่ชัดเจน

4

ติดตามผล

นัดติดตามอาการอย่างต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

แนวทางรายโรค

เลือกหัวข้อที่คุณสนใจ

ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
Erectile Dysfunction (ED)

ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ[1]

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • แข็งตัวไม่พอ หรือแข็งตัวได้ไม่นานพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ ต่อเนื่องเกิน 3 เดือน
  • มีโรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง สูบบุหรี่ หรือความเครียดสะสมร่วมด้วย

การประเมินและตรวจ

  • ซักประวัติทางเพศ ความสัมพันธ์ ยาที่ใช้ และสุขภาพจิต
  • ตรวจร่างกาย วัดความดัน และประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะ ED อาจเป็นสัญญาณเตือนก่อนโรคหัวใจ
  • ตรวจเลือดตามข้อบ่งชี้ เช่น น้ำตาล ไขมัน และฮอร์โมนเพศชายในผู้ที่มีความต้องการทางเพศลดลง

ทางเลือกการรักษา

  • ปรับพฤติกรรม: ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ นอนหลับให้เพียงพอ
  • ยากลุ่ม PDE5 inhibitors (sildenafil, tadalafil) เป็นการรักษาลำดับแรก ห้ามใช้ร่วมกับยากลุ่มไนเตรต
  • ให้คำปรึกษาด้านเพศศาสตร์และความสัมพันธ์ เมื่อมีความกังวลหรือปัจจัยด้านจิตใจร่วม
  • รักษาโรคร่วม และส่งต่อแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเมื่อยาไม่ได้ผล

การติดตามผล

  • ติดตามผลใน 4–8 สัปดาห์ ปรับชนิดและขนาดยาให้เหมาะ
  • ติดตามความดัน น้ำตาล ไขมัน ตามความเสี่ยงของแต่ละคน
การหลั่งเร็ว
Premature Ejaculation (PE)

การหลั่งเร็ว[2]

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • หลั่งเร็วเกือบทุกครั้งจนควบคุมไม่ได้ และทำให้เป็นทุกข์หรือกระทบความสัมพันธ์
  • เพิ่งเริ่มหลั่งเร็วหลังจากที่เคยปกติ (อาจมีสาเหตุร่วม เช่น ED หรือต่อมลูกหมากอักเสบ)

การประเมินและตรวจ

  • ซักประวัติว่าเป็นตั้งแต่แรก (lifelong) หรือเป็นภายหลัง (acquired)
  • ประเมินภาวะหย่อนสมรรถภาพร่วม ความวิตกกังวล และความสัมพันธ์กับคู่

ทางเลือกการรักษา

  • ฝึกเทคนิคพฤติกรรม เช่น stop-start และ squeeze ร่วมกับคู่
  • ยา dapoxetine รับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ตามแพทย์สั่ง
  • ยาชาเฉพาะที่ชนิดทา/สเปรย์ ตามความเหมาะสม
  • รักษา ED ร่วมก่อน หากมีทั้งสองภาวะ และให้คำปรึกษาแบบคู่

การติดตามผล

  • ติดตามผลและผลข้างเคียงหลังเริ่มยา 2–4 สัปดาห์
  • ปรับวิธีรักษาร่วมกันระหว่างแพทย์ คุณ และคู่
ฮอร์โมนเพศชายต่ำ
Male Hypogonadism · TRT

ฮอร์โมนเพศชายต่ำ[3]

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • ความต้องการทางเพศลดลง อ่อนเพลีย อารมณ์ซึมเศร้า มวลกล้ามเนื้อลดลง หรือแข็งตัวในตอนเช้าลดลง

การประเมินและตรวจ

  • ตรวจ total testosterone ช่วงเช้าขณะอดอาหาร อย่างน้อย 2 ครั้ง ก่อนวินิจฉัย
  • หาสาเหตุ เช่น LH/FSH โพรแลคติน ยา น้ำหนักเกิน หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • ตรวจความเข้มข้นเลือด (Hct) และ PSA ตามช่วงอายุก่อนเริ่มยา

ทางเลือกการรักษา

  • แก้ไขสาเหตุที่แก้ได้ก่อน เช่น ลดน้ำหนัก ปรับยา
  • ฮอร์โมนทดแทน (TRT) ชนิดเจลทาผิว ฉีด หรือรับประทาน เลือกตามความสะดวกและผลเลือด
  • ผู้ที่ยังต้องการมีบุตร ควรปรึกษาก่อน เพราะ TRT กดการสร้างอสุจิ

การติดตามผล

  • ตรวจระดับฮอร์โมนและ Hct ที่ 3–6 เดือน จากนั้นปีละครั้ง
  • ติดตาม PSA และอาการระบบทางเดินปัสสาวะตามช่วงอายุ
ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ (หญิงข้ามเพศ)
Gender-Affirming Hormone Therapy · MTF

ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ (หญิงข้ามเพศ)[4][5]

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • ต้องการเริ่มฮอร์โมนอย่างปลอดภัย หรือใช้ฮอร์โมนเองอยู่แล้วและอยากให้แพทย์ดูแลต่อเนื่อง

การประเมินและตรวจ

  • พูดคุยเป้าหมาย ความคาดหวัง และให้ข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจร่วมกัน (informed consent) ตาม WPATH SOC-8
  • ตรวจเลือดพื้นฐาน: ฮอร์โมน การทำงานของตับไต น้ำตาล ไขมัน
  • ประเมินความเสี่ยงลิ่มเลือด การสูบบุหรี่ และพูดคุยเรื่องการเก็บรักษาภาวะเจริญพันธุ์

ทางเลือกการรักษา

  • เอสโตรเจน (เม็ด เจล หรือฉีด) ร่วมกับยาต้านฮอร์โมนเพศชายเมื่อจำเป็น
  • cyproterone ใช้ขนาดต่ำที่สุดที่ได้ผล เพื่อลดความเสี่ยงเนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง
  • เป้าหมายโดยทั่วไป: estradiol ประมาณ 100–200 pg/mL และ testosterone ต่ำกว่า 50 ng/dL

การติดตามผล

  • ตรวจเลือดทุก 3 เดือนในปีแรก จากนั้นปีละ 1–2 ครั้ง
  • ติดตามความดัน ตับ ไขมัน และสุขภาพจิต
ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ (ชายข้ามเพศ)
Gender-Affirming Hormone Therapy · FTM

ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ (ชายข้ามเพศ)[4][5]

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • ต้องการเริ่มเทสโทสเตอโรนอย่างปลอดภัย หรือต้องการปรับขนาด/ชนิดฮอร์โมนที่ใช้อยู่

การประเมินและตรวจ

  • ให้ข้อมูลและตัดสินใจร่วมกันตาม WPATH SOC-8
  • ตรวจเลือดพื้นฐาน: Hct ตับ ไขมัน และฮอร์โมน

ทางเลือกการรักษา

  • เทสโทสเตอโรนชนิดฉีดหรือเจล ปรับให้อยู่ในช่วงปกติของเพศชาย (ประมาณ 300–1,000 ng/dL)
  • เทสโทสเตอโรนไม่ใช่การคุมกำเนิด หากยังมีมดลูกและมีเพศสัมพันธ์ที่อาจตั้งครรภ์ได้ ต้องคุมกำเนิดเพิ่ม

การติดตามผล

  • ตรวจระดับฮอร์โมนและ Hct ทุก 3 เดือนในปีแรก จากนั้นปีละ 1–2 ครั้ง
  • ติดตามความดัน สิว น้ำหนัก และสุขภาพจิต
ป้องกัน HIV: PrEP · PEP · Doxy-PEP
HIV & STI Prevention

ป้องกัน HIV: PrEP · PEP · Doxy-PEP[6][7][8]

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง มีคู่หลายคน หรือคู่มีเชื้อ HIV — พิจารณา PrEP
  • เพิ่งมีความเสี่ยงไม่เกิน 72 ชั่วโมง — ติดต่อทันทีเพื่อเริ่ม PEP

การประเมินและตรวจ

  • ตรวจ HIV ก่อนเริ่มยาทุกครั้ง
  • ตรวจการทำงานของไต ไวรัสตับอักเสบบี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น

ทางเลือกการรักษา

  • PrEP รับประทานทุกวัน หรือแบบ 2-1-1 เฉพาะกลุ่มที่เหมาะสม แพทย์จะแนะนำสูตรที่เหมาะกับคุณ
  • PEP ยาต้านไวรัส 28 วัน เริ่มเร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส
  • Doxy-PEP doxycycline 200 มก. ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ สำหรับกลุ่มที่แนวทาง CDC 2024 แนะนำ

การติดตามผล

  • PrEP: ตรวจ HIV และ STI ทุก 3 เดือน ตรวจไตตามนัด
  • PEP: ตรวจ HIV ซ้ำหลังครบยาตามนัด และวางแผนป้องกันระยะยาว
ตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
STI Testing & Treatment

ตรวจและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์[9]

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • มีอาการ เช่น ตกขาว/หนองผิดปกติ แสบขัด มีแผลหรือตุ่มที่อวัยวะเพศ
  • ไม่มีอาการแต่มีความเสี่ยง หรือคู่ตรวจพบเชื้อ

การประเมินและตรวจ

  • ตรวจ NAAT (PCR) จากปัสสาวะหรือป้ายตามตำแหน่งที่มีความเสี่ยง ครอบคลุมได้ถึง 14 เชื้อ
  • ตรวจเลือด HIV ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี/ซี ตามช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังสัมผัส

ทางเลือกการรักษา

  • รักษาด้วยยาตามเชื้อที่พบ ตามแนวทาง CDC 2021
  • แนะนำการแจ้งและตรวจรักษาคู่นอน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
  • ให้คำแนะนำการป้องกัน เช่น ถุงยาง วัคซีน HPV/ไวรัสตับอักเสบบี และ PrEP

การติดตามผล

  • นัดตรวจซ้ำหลังรักษาตามชนิดเชื้อ (test of cure / ตรวจซ้ำใน 3 เดือน)
  • งดมีเพศสัมพันธ์จนครบการรักษา
สุขภาพทางเพศผู้หญิง
Female Sexual Health

สุขภาพทางเพศผู้หญิง[10][11]

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • ความต้องการทางเพศลดลงจนเป็นทุกข์
  • เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ ช่องคลอดแห้ง หรือเกร็งจนสอดใส่ไม่ได้
  • อาการช่องคลอดแห้ง แสบ ในวัยหมดประจำเดือน

การประเมินและตรวจ

  • ประเมินแบบองค์รวม ทั้งร่างกาย ฮอร์โมน ยาที่ใช้ (เช่น ยาต้านเศร้า ยาคุม) ความเครียด และความสัมพันธ์
  • ตรวจภายในเมื่อมีข้อบ่งชี้ และตรวจเลือดตามความจำเป็น

ทางเลือกการรักษา

  • สารหล่อลื่น มอยส์เจอไรเซอร์ และเอสโตรเจนเฉพาะที่สำหรับอาการวัยหมดประจำเดือน
  • การบำบัดด้านเพศศาสตร์ ฝึกผ่อนคลาย และส่งต่อกายภาพบำบัดอุ้งเชิงกรานเมื่อเหมาะสม
  • ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสำหรับ HSDD ในวัยหมดประจำเดือน เฉพาะกรณีที่เหมาะสมตามแนวทาง ISSWSH

การติดตามผล

  • ติดตามอาการทุก 1–3 เดือน และปรับแผนร่วมกับคู่เมื่อต้องการ
ปรึกษาเพศศาสตร์และความสัมพันธ์
Sex & Relationship Counselling

ปรึกษาเพศศาสตร์และความสัมพันธ์[12]

เมื่อไรควรพบแพทย์

  • ความต้องการทางเพศไม่ตรงกันกับคู่ สื่อสารเรื่องเพศไม่ได้ หรือห่างเหินกัน
  • กังวลเรื่องสมรรถภาพ ความสงสัยเรื่องเพศวิถีหรือตัวตน (LGBTQ+ friendly)

การประเมินและตรวจ

  • รับฟังแบบไม่ตัดสิน ประเมินทั้งเรื่องร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ แยกคุยเดี่ยวหรือคุยพร้อมคู่ได้

ทางเลือกการรักษา

  • การให้คำปรึกษาด้านเพศศาสตร์ (sex therapy) เช่น sensate focus และฝึกการสื่อสาร
  • ตั้งเป้าหมายร่วมกัน ให้การบ้านที่ทำได้จริงที่บ้าน
  • ปรึกษาเดี่ยว 30–60 นาที หรือปรึกษาคู่ 60 นาที ทั้งที่คลินิกและออนไลน์

การติดตามผล

  • นัดติดตามทุก 2–4 สัปดาห์ตามความต้องการ และส่งต่อนักจิตวิทยา/จิตแพทย์เมื่อจำเป็น
ข้อมูลในหน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำให้ใช้ยาด้วยตนเอง การรักษาทุกอย่างต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ หากมีอาการฉุกเฉิน ไปโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือโทร 1669

เอกสารอ้างอิง

  1. American Urological Association. Erectile Dysfunction: AUA Guideline. J Urol. 2018. ลิงก์
  2. Althof SE, et al. An update of the International Society of Sexual Medicine's guidelines for the diagnosis and treatment of premature ejaculation. Sex Med. 2014. ลิงก์
  3. Bhasin S, et al. Testosterone Therapy in Men With Hypogonadism: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline. 2018. ลิงก์
  4. Coleman E, et al. Standards of Care for the Health of Transgender and Gender Diverse People, Version 8. WPATH. 2022. ลิงก์
  5. Hembree WC, et al. Endocrine Treatment of Gender-Dysphoric/Gender-Incongruent Persons: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline. 2017. ลิงก์
  6. CDC. Preexposure Prophylaxis for the Prevention of HIV Infection — Clinical Guidance. ลิงก์
  7. CDC. Clinical Guidance for Postexposure Prophylaxis (PEP). ลิงก์
  8. CDC. Clinical Guidelines on the Use of Doxycycline Postexposure Prophylaxis for Bacterial STI Prevention. MMWR. 2024. ลิงก์
  9. CDC. Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines, 2021. ลิงก์
  10. The 2020 Genitourinary Syndrome of Menopause Position Statement. NAMS. Menopause. 2020. ลิงก์
  11. ISSWSH. Clinical Practice Guideline for the Use of Systemic Testosterone for HSDD in Women. J Sex Med. 2021. ลิงก์
  12. Ramlachan P, Naidoo K. Enhancing Sexual Health in Primary Care: Guidance for Practitioners. ISSM/ASSM. 2024. ลิงก์