สองเครื่องมือ สองจังหวะเวลา
PrEP และ PEP เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อ HIV ทั้งคู่ แต่ใช้ในจังหวะเวลาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง และไม่สามารถใช้แทนกันได้[1]
- PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) คือการใช้ยาก่อนและระหว่างช่วงที่อาจสัมผัสเชื้อ เป็นการป้องกันที่วางแผนไว้ล่วงหน้า
- PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือการใช้ยาหลังสัมผัสเชื้อแล้ว เป็นการรักษาเร่งด่วนที่ต้องเริ่มเร็วที่สุด
เปรียบง่าย ๆ PrEP เหมือนการคาดเข็มขัดนิรภัยก่อนออกรถ ส่วน PEP เหมือนการเข้าห้องฉุกเฉินหลังเกิดอุบัติเหตุ ทั้งสองอย่างมีประโยชน์ แต่ใช้ในสถานการณ์ต่างกัน
ทำไมต้องแยกให้ชัด
ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะ PEP ขึ้นกับเวลาอย่างยิ่ง ยิ่งเริ่มช้าประสิทธิภาพยิ่งลดลง ขณะที่ PrEP เป็นการป้องกันที่วางแผนล่วงหน้า[1] หลายคนเข้าใจผิดว่ากิน PrEP ย้อนหลังหลังเสี่ยงได้ หรือคิดว่ากิน PEP ไว้ก่อนเผื่อเสี่ยงได้ ซึ่งทั้งสองแบบไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง
ผู้ที่ต้องใช้ PEP บ่อย ๆ เช่น หลายครั้งในหนึ่งปี เป็นสัญญาณว่า PrEP อาจเหมาะกับชีวิตตอนนั้นมากกว่า
ความเสี่ยงจากหนึ่งครั้งขึ้นกับอะไร
ความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการสัมผัสหนึ่งครั้งขึ้นกับรูปแบบการสัมผัส การใช้วิธีป้องกันอื่น และปริมาณไวรัสของคู่ ตัวเลขความชุกในประชากรไม่ใช่โอกาสติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์หนึ่งครั้ง[2] ตัวอย่างเช่น คู่ที่ติดเชื้อ HIV แต่กินยาต้านจนตรวจไม่พบไวรัสอย่างต่อเนื่อง จะไม่ถ่ายทอดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
ยาทำงานอย่างไร
PrEP ทำให้มียาอยู่ในร่างกายก่อนเชื้อเข้ามา เมื่อสัมผัสเชื้อ ยาจะยับยั้งไวรัสไม่ให้ตั้งตัวได้ ปัจจุบันมีทั้งแบบกินทุกวัน แบบกินเฉพาะช่วงสำหรับบางกลุ่ม และแบบฉีดออกฤทธิ์ยาวในบางประเทศ[1],[3]
PEP ออกฤทธิ์หลังเชื้อเข้าร่างกายแล้ว โดยพยายามหยุดไวรัสก่อนที่การติดเชื้อจะตั้งตัวถาวร ซึ่งต้องใช้ยาหลายตัวร่วมกันเป็นเวลา 28 วัน[2]
ประเมินอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็น PrEP หรือ PEP แพทย์จะถามรูปแบบการสัมผัสและเวลาที่เกิด ตรวจ HIV ตั้งต้น และดูว่ามีวิธีป้องกันอื่นอยู่แล้วหรือไม่[1],[2] สำหรับ PEP ไม่ควรรอให้มีอาการหรือรอผลการตรวจทุกอย่างก่อนเริ่มยา ส่วน PrEP ต้องยืนยันว่ายังไม่ติดเชื้อ HIV ก่อนเริ่ม และตรวจการทำงานของไตและไวรัสตับอักเสบบี[1]
ใช้อย่างไร
PEP ควรเริ่มให้เร็วที่สุดเมื่อมีข้อบ่งชี้ โดยทั่วไปภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และกินต่อเนื่อง 28 วัน พร้อมนัดตรวจติดตาม[2]
PrEP ใช้แบบกินทุกวันหรือแบบอื่นที่เหมาะกับคุณสมบัติของแต่ละคน ร่วมกับการตรวจ HIV และติดตามผลทุกไม่กี่เดือน[1] ในบางประเทศมี PrEP แบบฉีดที่ออกฤทธิ์ยาวเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่กินยาทุกวันได้ยาก[3]
ทั้ง PrEP และ PEP ป้องกันเฉพาะ HIV ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน และไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์[1],[2] การใช้ถุงยางอนามัยและการตรวจคัดกรองเป็นระยะจึงยังสำคัญ
ที่ Dr. Kris Clinic เราดูแลอย่างไร
เราให้บริการทั้ง PrEP และ PEP อย่างเป็นความลับและไม่ตัดสิน สำหรับ PEP ที่เร่งด่วน ทัก LINE ได้ทันทีเพื่อนัดประเมินโดยเร็ว และถ้าคลินิกปิดอยู่ ให้ไปโรงพยาบาลที่ให้บริการ PEP ทันที ไม่ต้องรอ
สำหรับ PrEP เราช่วยเลือกรูปแบบที่เหมาะกับชีวิตของคุณ ตรวจเลือดก่อนเริ่ม และนัดติดตามผลตรวจ HIV การทำงานของไต และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นเป็นระยะ ผู้ที่เคยใช้ PEP แล้วอยากเปลี่ยนมาใช้ PrEP ต่อเนื่องก็ปรึกษาได้
คำถามที่พบบ่อย
กิน PrEP หลังมีเพศสัมพันธ์แล้วได้ไหม
ไม่ได้ PrEP ต้องเริ่มก่อนสัมผัสเชื้อ ถ้ามีความเสี่ยงไปแล้วและยังไม่ได้ใช้ PrEP ให้รีบประเมินเรื่อง PEP ภายใน 72 ชั่วโมง
เคยใช้ PEP หลายครั้ง ควรทำอย่างไร
ควรคุยกับแพทย์เรื่อง PrEP ซึ่งอาจเหมาะกับช่วงชีวิตที่มีความเสี่ยงต่อเนื่องมากกว่า
ใช้ PrEP แล้วไม่ต้องใช้ถุงยางใช่ไหม
PrEP ป้องกัน HIV ได้ดีมากเมื่อใช้ถูกต้อง แต่ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นหรือการตั้งครรภ์ ถุงยางยังช่วยป้องกันส่วนนี้
PEP ต้องกินกี่วัน
28 วันต่อเนื่อง และต้องนัดตรวจ HIV ติดตามตามแผนที่แพทย์กำหนด
PrEP คือการป้องกันที่วางแผนล่วงหน้าสำหรับความเสี่ยงต่อเนื่อง ส่วน PEP คือการรักษาเร่งด่วนหลังสัมผัสเชื้อ[1] หลังมีความเสี่ยงให้รีบประเมินเรื่อง PEP ทันที และวางแผนใช้ PrEP หากมีความเสี่ยงต่อเนื่อง
ปรึกษาแพทย์เรื่องนี้
ดูแลแบบส่วนตัว เป็นความลับ ที่สุราษฎร์ธานี · อังคาร–ศุกร์ 17:00–20:00 · เสาร์–อาทิตย์ 10:00–15:00
นัดหมายออนไลน์ แชท LINE @dr.krisclinicการนัดหมายสมบูรณ์เมื่อได้รับการยืนยันจากระบบหรือคลินิก
เอกสารอ้างอิง
- CDC HIV Nexus: Clinical Guidance for PrEP (current page)
- CDC nPEP Recommendations 2025. MMWR 74(RR-1)
- CDC: Injectable Lenacapavir PrEP Recommendations (2025)
อ่านต่อ
คู่มือหลัก: HIV & STI Prevention
บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ใช่การรับรองผลการรักษา การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ ข้อมูลอ้างอิงเป็นไปตามแหล่งที่ระบุ ณ วันที่อัปเดต





