ข้ามไปยังเนื้อหา
Dr. Kris Clinic K+ logoDr. Kris ClinicSurat Thani
หน้าแรก › บทความ › โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และวัคซีน
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และวัคซีน

ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) อะไรบ้าง และตรวจเมื่อไร

การตรวจ STI ที่ดีไม่ใช่การตรวจทุกอย่างให้มากที่สุด แต่ต้องตรงกับอาการ ตำแหน่งที่สัมผัส อายุ และความเสี่ยง บทความนี้อธิบายว่าควรตรวจอะไร ตรวจตำแหน่งไหน ช่วงเวลาที่เหมาะสม และการตรวจที่ไม่แนะนำให้ทำทั่วไป

นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ เขียนโดย นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ · แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว (วุฒิบัตร) อ่าน ~7 นาที
ภาพประกอบ: ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) อะไรบ้าง และตรวจเมื่อไร
ภาพประกอบสร้างด้วย AI บุคคลและสถานที่เป็นภาพสมมติ

ตรวจให้ตรง ดีกว่าตรวจให้มาก

หลายคนคิดว่าการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุดคือแพ็กเกจที่มีรายการมากที่สุด แต่แนวทางของ CDC แนะนำว่าการตรวจควรเลือกให้ตรงกับอาการ ตำแหน่งที่สัมผัส อายุ และความเสี่ยงของแต่ละคน[1] แพ็กเกจที่ใหญ่ที่สุดจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดเสมอไป

การตรวจที่ตรงจุดช่วยให้พบการติดเชื้อที่มีอยู่จริง ลดค่าใช้จ่าย และไม่ทำให้กังวลกับผลตรวจที่ไม่มีความหมายทางการรักษา

ทำไมการตรวจคัดกรองจึงสำคัญ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวนมากไม่มีอาการ โดยเฉพาะหนองในเทียม หนองในที่คอหรือทวารหนัก และซิฟิลิสระยะแฝง ผู้ที่ติดเชื้อจึงอาจไม่รู้ตัวและส่งต่อเชื้อโดยไม่ตั้งใจ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนภายหลัง เช่น ภาวะมีบุตรยาก[1]

การตรวจตำแหน่งที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม มีประโยชน์กว่าการตรวจแบบหว่านแหโดยไม่มีแผน

พบบ่อยแค่ไหน

องค์การอนามัยโลกประมาณว่าในปี 2020 มีการติดเชื้อใหม่ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รักษาหายได้สี่โรค ได้แก่ หนองในเทียม หนองใน ซิฟิลิส และพยาธิในช่องคลอด รวมประมาณ 374 ล้านรายทั่วโลก ในประชากรอายุ 15–49 ปี[5] ตัวเลขนี้เป็นจำนวนการติดเชื้อใหม่ ไม่ใช่จำนวนผู้ที่มีเชื้ออยู่ แต่สะท้อนว่าโรคเหล่านี้พบบ่อยมาก

ทำไมต้องตรวจหลายตำแหน่ง

เชื้ออย่างหนองในและหนองในเทียมติดเฉพาะตำแหน่งที่สัมผัส เช่น อวัยวะเพศ คอ หรือทวารหนัก และมักไม่มีอาการ การตรวจปัสสาวะจะตรวจพบเฉพาะการติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะหรืออวัยวะเพศเท่านั้น ไม่ได้แทนการตรวจที่คอหรือทวารหนัก[1],[2]

ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนัก จึงควรเก็บตัวอย่างจากคอหรือทวารหนักด้วย ซึ่งผู้รับบริการมักเก็บตัวอย่างด้วยตัวเองได้

ชุดตรวจพื้นฐานที่แนะนำ

การเลือกตรวจเริ่มจากประวัติความเสี่ยง โดยทั่วไปประกอบด้วย[1],[2]

ผู้ที่มีอาการ เช่น ปัสสาวะแสบ มีหนอง หรือตกขาวผิดปกติ ต้องได้รับการตรวจรักษาตามอาการโดยเฉพาะ[4]

อยากให้แพทย์ช่วยประเมินเรื่องนี้?ปรึกษาแบบส่วนตัว 1:1 ที่สุราษฎร์ธานี เป็นความลับ ไม่ตัดสิน
นัดปรึกษา

ตรวจบ่อยแค่ไหน และอะไรไม่ต้องตรวจ

ความถี่ในการตรวจ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น ผู้ที่ใช้ PrEP หรือมีคู่หลายคน อาจได้ประโยชน์จากการตรวจทุก 3–6 เดือน ส่วนคนอื่นอาจตรวจปีละครั้งหรือเมื่อมีความเสี่ยงใหม่ ความถี่จึงต้องกำหนดเป็นรายบุคคล[1],[3]

การตรวจที่ไม่แนะนำให้ทำทั่วไป การตรวจหาเชื้ออย่าง Ureaplasma หรือ Mycoplasma hominis ในผู้ที่ไม่มีอาการ และการตรวจเลือดหาเชื้อเริม (HSV) แบบเหมารวมในคนที่ไม่มีอาการ ไม่แนะนำเป็นการตรวจคัดกรองทั่วไป เพราะผลมักไม่เปลี่ยนการรักษาและอาจทำให้กังวลโดยไม่จำเป็น[1],[2]

คำถามที่ดีก่อนตรวจทุกรายการคือ “ถ้าผลออกมาเป็นบวกหรือลบ จะเปลี่ยนการดูแลอย่างไร”

ที่ Dr. Kris Clinic เราดูแลอย่างไร

เราเลือกการตรวจจากประวัติความเสี่ยงของคุณจริง ๆ ไม่ใช่แพ็กเกจเดียวสำหรับทุกคน การซักประวัติเป็นความลับและไม่ตัดสิน เพื่อให้เลือกตำแหน่งตรวจได้ถูกต้อง คุณสามารถเก็บตัวอย่างจากคอหรือทวารหนักด้วยตัวเองได้ในห้องส่วนตัว

เมื่อผลออก เราอธิบายความหมายและวางแผนรักษาทันทีถ้าพบเชื้อ รวมถึงช่วยวางแผนการแจ้งคู่และนัดตรวจซ้ำ สำหรับผู้ใช้ PrEP เราตรวจ STI ไปพร้อมกับการนัดติดตามทุกรอบ

คำถามที่พบบ่อย

ตรวจปัสสาวะผลปกติ แปลว่าไม่มีเชื้อใช่ไหม

ไม่เสมอไป การตรวจปัสสาวะไม่ครอบคลุมคอหรือทวารหนัก ควรตรวจตามตำแหน่งที่สัมผัส

ควรตรวจ STI บ่อยแค่ไหน

ขึ้นกับความเสี่ยง บางคนตรวจปีละครั้ง ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอาจตรวจทุก 3–6 เดือน

ทำไมไม่ตรวจเชื้อเริมด้วยการเจาะเลือด

ในคนที่ไม่มีอาการ ผลเลือดไม่ได้บอกว่าติดมาเมื่อไร และมักไม่เปลี่ยนการดูแล ถ้ามีแผล ควรตรวจจากแผลโดยตรง

หลังเสี่ยงควรตรวจทันทีไหม

ขึ้นกับโรคที่ต้องการตรวจ บางโรคต้องรอระยะเวลาหนึ่ง และถ้าเสี่ยง HIV ภายใน 72 ชั่วโมง ให้ประเมินเรื่อง PEP ก่อน

สรุป

เลือกการตรวจที่ตอบคำถามทางคลินิกได้จริง และมีแผนติดตามผล[1] ตรวจให้ตรงตำแหน่งที่สัมผัสและในเวลาที่เหมาะสม และหากมีอาการให้ตรวจรักษาตามอาการทันที

ข้อควรระวัง: แผลที่อวัยวะเพศ ตกขาวหรือมีหนองผิดปกติ ปวดท้องน้อย มีไข้ หรือปวดอัณฑะ ต้องได้รับการตรวจรักษาตามอาการ ไม่ใช่รอการตรวจคัดกรองตามรอบ[1],[4]

ปรึกษาแพทย์เรื่องนี้

ดูแลแบบส่วนตัว เป็นความลับ ที่สุราษฎร์ธานี · อังคาร–ศุกร์ 17:00–20:00 · เสาร์–อาทิตย์ 10:00–15:00

นัดหมายออนไลน์ แชท LINE @dr.krisclinic

การนัดหมายสมบูรณ์เมื่อได้รับการยืนยันจากระบบหรือคลินิก

นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ

นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ (หมอคริส)

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ผ่านการอบรมด้านเพศวิทยาคลินิกและเวชศาสตร์ทางเพศ ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และดูแลผู้รับบริการด้านสุขภาพทางเพศ ฮอร์โมน และความหลากหลายทางเพศที่ Dr. Kris Clinic ประวัติและคุณวุฒิ

เอกสารอ้างอิง

  1. CDC STI Guidelines: Screening Recommendations
  2. CDC STI Treatment Guidelines (2021; current online guidance)
  3. CDC HIV Nexus: Clinical Guidance for PrEP (current page)
  4. CDC STI Guidelines: Urethritis and Cervicitis
  5. WHO: Sexually transmitted infections; estimates for 2020/2022

อ่านต่อ

คู่มือหลัก: HIV & STI Prevention

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ใช่การรับรองผลการรักษา การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ ข้อมูลอ้างอิงเป็นไปตามแหล่งที่ระบุ ณ วันที่อัปเดต

นัดหมายออนไลน์แชท LINE