สองโรคที่มักถูกเรียกรวมกัน
หนองใน (gonorrhoea) เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ส่วนหนองในเทียม (chlamydia) เกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis ทั้งสองเป็นคนละโรคกัน แต่มีอาการคล้ายกัน คือ ปัสสาวะแสบขัด มีหนองหรือของเหลวไหลจากท่อปัสสาวะ หรือตกขาวผิดปกติ[1],[2]
ที่สำคัญคือ ทั้งสองโรคมักไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะในผู้หญิง และการติดเชื้อที่คอหรือทวารหนัก หลายคนจึงไม่รู้ว่าติดเชื้อ
ทำไมต้องรักษาแม้ไม่มีอาการ
การติดเชื้อที่ไม่มีอาการยังส่งต่อให้คู่ได้ และอาจก่อภาวะแทรกซ้อน เช่น อุ้งเชิงกรานอักเสบในผู้หญิงซึ่งนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากหรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก และอัณฑะอักเสบในผู้ชาย[1],[2] การติดเชื้อเหล่านี้ยังเพิ่มโอกาสติดเชื้อ HIV
พบบ่อยแค่ไหน
องค์การอนามัยโลกประมาณว่าในปี 2020 มีการติดเชื้อหนองในเทียมรายใหม่ประมาณ 129 ล้านราย และหนองในรายใหม่ประมาณ 82 ล้านรายทั่วโลก ในกลุ่มอายุ 15–49 ปี[4] ตัวเลขนี้เป็นจำนวนการติดเชื้อใหม่ ไม่ใช่ผู้ป่วยทั้งหมด แต่แสดงว่าทั้งสองโรคพบบ่อยมาก
เชื้อติดที่ไหน และทำไมห้ามรักษาเอง
เชื้อทั้งสองติดที่เยื่อบุอวัยวะเพศ คอ หรือทวารหนัก ตามตำแหน่งที่สัมผัสระหว่างมีเพศสัมพันธ์[1],[2]
หนองในเป็นเชื้อที่ดื้อยาปฏิชีวนะได้เก่งมาก ยาหลายตัวที่เคยใช้ได้ผลในอดีต ปัจจุบันใช้ไม่ได้แล้ว การซื้อยามากินเองจึงเสี่ยงที่จะรักษาไม่หาย และยังทำให้เชื้อดื้อยามากขึ้น[1]
ตรวจอย่างไร
การตรวจมาตรฐานคือการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธี NAAT จากตำแหน่งที่สัมผัส ได้แก่ ปัสสาวะ ช่องคลอด คอ หรือทวารหนัก[1],[2] การตรวจปัสสาวะอย่างเดียวไม่ครอบคลุมการติดเชื้อที่คอหรือทวารหนัก
การเพาะเชื้อมีความสำคัญเมื่อสงสัยเชื้อดื้อยา หรือเมื่อรักษาแล้วไม่หาย เพราะช่วยให้รู้ว่ายาตัวไหนยังได้ผล[1]
การรักษาที่แนวทางแนะนำ
หนองใน แนวทางของ CDC แนะนำยา ceftriaxone ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นยาหลัก[1]
หนองในเทียม แนวทางแนะนำ doxycycline กินเป็นเวลา 7 วัน ในผู้ที่ใช้ได้ ส่วนหญิงตั้งครรภ์ต้องใช้ยาสูตรอื่นที่ปลอดภัย[2]
ระหว่างและหลังรักษา ควรงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 7 วันหลังรักษา และจนกว่าคู่จะได้รับการรักษาครบแล้ว เพื่อป้องกันการติดเชื้อกลับไปกลับมา[1],[2]
ตรวจซ้ำ แนวทางแนะนำให้ตรวจซ้ำประมาณสามเดือนหลังรักษา เพราะการติดเชื้อซ้ำพบได้บ่อย[1],[2]
ที่ Dr. Kris Clinic เราดูแลอย่างไร
เราตรวจหนองในและหนองในเทียมตามตำแหน่งที่คุณมีความเสี่ยง โดยคุณเก็บตัวอย่างคอหรือทวารหนักได้เองในห้องส่วนตัว เมื่อผลเป็นบวก เราให้การรักษาตามแนวทางมาตรฐาน อธิบายวิธีดูแลตัวเอง และนัดตรวจซ้ำ
เราช่วยวางแผนการแจ้งคู่ให้ได้รับการตรวจและรักษา และตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นที่มักพบร่วม เช่น ซิฟิลิสและ HIV ทุกอย่างเป็นความลับและไม่ตัดสิน
คำถามที่พบบ่อย
ไม่มีอาการ แต่คู่ตรวจพบเชื้อ ต้องรักษาไหม
ควรตรวจและมักต้องรักษาด้วย เพราะการติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ
ซื้อยาปฏิชีวนะกินเองได้ไหม
ไม่ควร หนองในดื้อยาได้ง่าย ยาที่ซื้อเองอาจไม่ได้ผลและทำให้เชื้อดื้อยามากขึ้น
รักษาหายแล้ว ติดซ้ำได้ไหม
ได้ การรักษาไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกัน จึงแนะนำให้ตรวจซ้ำประมาณสามเดือนหลังรักษา
ถ้าติดที่คอ จะมีอาการไหม
ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรือมีเพียงเจ็บคอเล็กน้อย จึงต้องตรวจจากคอโดยตรง
หนองในและหนองในเทียมต้องรักษาด้วยยาที่แนวทางแนะนำ ดูแลคู่ไปพร้อมกัน และตรวจซ้ำเพื่อดูการติดเชื้อซ้ำ[1] หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง และตรวจตามตำแหน่งที่สัมผัส
ปรึกษาแพทย์เรื่องนี้
ดูแลแบบส่วนตัว เป็นความลับ ที่สุราษฎร์ธานี · อังคาร–ศุกร์ 17:00–20:00 · เสาร์–อาทิตย์ 10:00–15:00
นัดหมายออนไลน์ แชท LINE @dr.krisclinicการนัดหมายสมบูรณ์เมื่อได้รับการยืนยันจากระบบหรือคลินิก
เอกสารอ้างอิง
- CDC STI Guidelines: Gonococcal Infections in Adults
- CDC STI Guidelines: Chlamydial Infections
- CDC STI Guidelines: Screening Recommendations
- WHO: Sexually transmitted infections; estimates for 2020/2022
อ่านต่อ
คู่มือหลัก: HIV & STI Prevention
บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ใช่การรับรองผลการรักษา การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ ข้อมูลอ้างอิงเป็นไปตามแหล่งที่ระบุ ณ วันที่อัปเดต





