ข้ามไปยังเนื้อหา
Dr. Kris Clinic K+ logoDr. Kris ClinicSurat Thani
หน้าแรก › บทความ › ฮอร์โมนเพศชายและ TRT
ฮอร์โมนเพศชายและ TRT

ฮอร์โมนเพศชายกับโรคหัวใจและโรคเรื้อรัง: งานวิจัยล่าสุดบอกอะไร

TRT ไม่ใช่ยาป้องกันโรคหัวใจหรือเบาหวาน งานวิจัย TRAVERSE และการปรับฉลากยาของ FDA ช่วยให้เข้าใจความปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังต้องมีข้อบ่งชี้และการติดตามที่ถูกต้อง บทความนี้สรุปหลักฐานอย่างสมดุล

นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ เขียนโดย นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ · แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว (วุฒิบัตร) อ่าน ~8 นาที
ภาพประกอบ: ฮอร์โมนเพศชายกับโรคหัวใจและโรคเรื้อรัง: งานวิจัยล่าสุดบอกอะไร
ภาพประกอบสร้างด้วย AI บุคคลและสถานที่เป็นภาพสมมติ

ฮอร์โมนเพศชายไม่ใช่ยาป้องกันโรค

ในช่วงหลังมีข้อความโฆษณามากมายว่าฮอร์โมนเพศชายช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมัน หรือรักษาเบาหวาน ความจริงคือ TRT ไม่ใช่การรักษาทั่วไปเพื่อป้องกันโรคหัวใจหรือเบาหวาน แต่เป็นการรักษาภาวะขาดฮอร์โมนที่ต้องมีข้อบ่งชี้ทางคลินิก และต้องติดตามความปลอดภัย[1]

ในทางกลับกัน ความกังวลเดิมว่าฮอร์โมนเพศชายเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายและหลอดเลือดสมอง ก็ได้รับคำตอบที่ชัดเจนขึ้นจากงานวิจัยขนาดใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ทำไมต้องแยกให้ชัด

การแยกระหว่าง “การรักษาภาวะขาดฮอร์โมน” กับ “คำกล่าวอ้างว่าป้องกันโรคหัวใจหรือเบาหวาน” สำคัญมาก[1] ถ้าเข้าใจผิดว่าฮอร์โมนป้องกันโรค อาจทำให้ละเลยการรักษาที่มีหลักฐานจริง เช่น ยาลดความดัน ยาลดไขมัน การควบคุมน้ำตาล และการเลิกบุหรี่

ผู้ชายที่มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานหรือโรคอ้วน มักมีฮอร์โมนต่ำร่วมด้วย การดูแลที่ดีจึงต้องมองทั้งสองเรื่องไปพร้อมกัน โดยไม่ให้เรื่องหนึ่งมาแทนอีกเรื่อง

ผลเลือดต่ำไม่ได้แปลว่าต้องรักษา

ตัวเลขความชุกของภาวะฮอร์โมนต่ำแตกต่างกันตามอายุ โรคร่วม และเกณฑ์ที่ใช้[1] ในผู้ชายที่มีโรคอ้วนหรือเบาหวาน ผลเลือดต่ำพบได้บ่อยกว่า แต่ส่วนหนึ่งดีขึ้นได้เมื่อน้ำหนักลดลงและควบคุมโรคได้ดีขึ้น

งานวิจัย TRAVERSE บอกอะไร

งานวิจัย TRAVERSE ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ปี 2023 ศึกษาชาย 5,246 คน อายุ 45–80 ปี ที่มีฮอร์โมนต่ำร่วมกับโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือมีความเสี่ยงสูง สุ่มให้ใช้เจลฮอร์โมนหรือเจลหลอก ติดตามเฉลี่ยประมาณ 33 เดือน[3]

ฮอร์โมนยังเปลี่ยนองค์ประกอบร่างกายและค่าเลือดบางอย่าง เช่น เพิ่มเม็ดเลือดแดง แต่การเปลี่ยนแปลงของค่าเลือดไม่ได้พิสูจน์ว่าป้องกันโรคได้[1],[2]

ก่อนใช้ในผู้มีโรคเรื้อรัง ต้องประเมินอะไร

แพทย์จะยืนยันว่าขาดฮอร์โมนจริงก่อน แล้วประเมินโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิต ประวัติลิ่มเลือด ความเข้มข้นของเลือด และโรคร่วมอื่น ๆ[1],[2] ผู้ที่เพิ่งมีกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีหัวใจล้มเหลวที่ยังควบคุมไม่ได้ หรือผู้ที่เคยมีลิ่มเลือด ต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ

อยากให้แพทย์ช่วยประเมินเรื่องนี้?ปรึกษาแบบส่วนตัว 1:1 ที่สุราษฎร์ธานี เป็นความลับ ไม่ตัดสิน
นัดปรึกษา

ข้อมูลความปลอดภัยล่าสุดและการดูแลที่ถูกต้อง

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้ปรับข้อมูลความปลอดภัยและฉลากยาเทสโทสเตอโรนในปี 2025 โดยถอดคำเตือนกรอบดำเรื่องความเสี่ยงโรคหัวใจออก แต่เพิ่มคำเตือนเรื่องความดันโลหิตที่สูงขึ้น และในปี 2026 มีการขอให้ปรับฉลากเพิ่มเติม[2] ข้อมูลเหล่านี้ทำให้การวัดความดันและติดตามความเข้มข้นของเลือดยังคงสำคัญเสมอ

สิ่งที่ยังเป็นหัวใจของการดูแลโรคเรื้อรังคือ การรักษาไขมัน น้ำตาล และความดันตามมาตรฐาน การออกกำลังกาย และการเลิกบุหรี่ TRT ไม่ได้มาแทนการดูแลโรคเรื้อรังเหล่านี้[1],[2]

ข้อสำคัญคือ TRAVERSE ศึกษาเฉพาะผู้ที่ขาดฮอร์โมนจริงและใช้ขนาดปกติ ผลนี้จึงไม่ได้ยืนยันว่าฮอร์โมนป้องกันโรคหัวใจ และไม่ได้ยืนยันความปลอดภัยของการใช้ขนาดสูงเกินระดับธรรมชาติ เช่น การใช้เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ[1],[3]

ที่ Dr. Kris Clinic เราดูแลอย่างไร

ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เราดูแลทั้งภาวะฮอร์โมนและโรคเรื้อรังไปพร้อมกัน ผู้ที่สนใจ TRT จะได้รับการประเมินความเสี่ยงหัวใจ ความดัน น้ำตาล และไขมัน และหากมีโรคเรื้อรังอยู่ เราจะช่วยวางแผนการดูแลโรคนั้นให้ดีขึ้นด้วย ไม่ใช่ให้ฮอร์โมนแทน

ถ้าตัดสินใจรักษาด้วยฮอร์โมน เราจะติดตามความดันและความเข้มข้นของเลือดอย่างสม่ำเสมอ และอธิบายข้อมูลวิจัยล่าสุดให้เข้าใจอย่างตรงไปตรงมา

คำถามที่พบบ่อย

ฮอร์โมนเพศชายเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายไหม

งานวิจัย TRAVERSE ไม่พบว่าเพิ่มเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดรุนแรงในผู้ที่ขาดฮอร์โมนจริง แต่พบหัวใจเต้นผิดจังหวะและลิ่มเลือดในปอดมากขึ้นเล็กน้อย

ฮอร์โมนช่วยรักษาเบาหวานได้ไหม

ไม่ใช่การรักษาเบาหวาน การควบคุมเบาหวานยังต้องใช้การรักษามาตรฐาน อาหาร และการออกกำลังกาย

ใช้ฮอร์โมนชะลอวัยปลอดภัยไหม

ไม่แนะนำในผู้ที่ไม่ได้ขาดฮอร์โมน ผลความปลอดภัยจากงานวิจัยใช้ได้เฉพาะผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยและใช้ขนาดที่เหมาะสม

มีโรคหัวใจอยู่ ใช้ TRT ได้ไหม

บางคนใช้ได้หลังประเมินอย่างรอบคอบ แต่ผู้ที่เพิ่งมีกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหลอดเลือดสมอง หรือหัวใจล้มเหลวที่ยังควบคุมไม่ได้ ต้องระวังเป็นพิเศษ

สรุป

TRAVERSE ช่วยให้มั่นใจขึ้นเรื่องความปลอดภัยต่อหัวใจในผู้ที่ขาดฮอร์โมนจริง แต่ไม่ได้ยืนยันว่าฮอร์โมนป้องกันโรคหัวใจ หรือปลอดภัยเมื่อใช้ขนาดสูงเกินธรรมชาติ[1],[3] การดูแลโรคเรื้อรังตามมาตรฐานยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ข้อควรรู้: ผลความปลอดภัยในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าการใช้ฮอร์โมนเพื่อชะลอวัยโดยไม่มีข้อบ่งชี้จะปลอดภัย[1],[3]

ปรึกษาแพทย์เรื่องนี้

ดูแลแบบส่วนตัว เป็นความลับ ที่สุราษฎร์ธานี · อังคาร–ศุกร์ 17:00–20:00 · เสาร์–อาทิตย์ 10:00–15:00

นัดหมายออนไลน์ แชท LINE @dr.krisclinic

การนัดหมายสมบูรณ์เมื่อได้รับการยืนยันจากระบบหรือคลินิก

นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ

นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ (หมอคริส)

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ผ่านการอบรมด้านเพศวิทยาคลินิกและเวชศาสตร์ทางเพศ ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และดูแลผู้รับบริการด้านสุขภาพทางเพศ ฮอร์โมน และความหลากหลายทางเพศที่ Dr. Kris Clinic ประวัติและคุณวุฒิ

เอกสารอ้างอิง

  1. EAU Guidelines 2026: Male Hypogonadism
  2. FDA: Testosterone Information; June 2026 labelling update
  3. Lincoff et al. TRAVERSE. N Engl J Med. 2023. doi:10.1056/NEJMoa2215025

อ่านต่อ

คู่มือหลัก: สุขภาพเพศชาย

บทความนี้ให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ใช่การรับรองผลการรักษา การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ ข้อมูลอ้างอิงเป็นไปตามแหล่งที่ระบุ ณ วันที่อัปเดต

นัดหมายออนไลน์แชท LINE