สรุปสั้นสำหรับคนรีบอ่าน
- วินิจฉัยได้เมื่อมี อาการ ร่วมกับ ผลเลือดต่ำซ้ำ 2 ครั้งในช่วงเช้า เท่านั้น อาการอย่างเดียวหรือผลเลือดอย่างเดียวไม่พอ[1][2]
- ก่อนใช้ยา ควรหาและแก้สาเหตุที่แก้ได้ก่อน เช่น น้ำหนักเกิน นอนไม่พอ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และยาบางชนิด
- งานวิจัย TRAVERSE (2023) ไม่พบว่า TRT เพิ่มโรคหัวใจขาดเลือดหรือหลอดเลือดสมองในผู้ที่ฮอร์โมนต่ำจริง แต่พบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และลิ่มเลือดในปอดมากขึ้นเล็กน้อย[3]
- ฮอร์โมนเพศชายจากภายนอก กดการสร้างอสุจิ ผู้ที่ยังวางแผนมีบุตรต้องบอกแพทย์ก่อนเริ่ม
- ระหว่างรักษาต้องตรวจระดับฮอร์โมน ความเข้มข้นเลือด PSA และความดันโลหิตเป็นระยะ
ฮอร์โมนเพศชายต่ำคืออะไร
เทสโทสเตอโรน (testosterone) เป็นฮอร์โมนหลักของเพศชาย สร้างที่อัณฑะภายใต้การสั่งการของสมองส่วนไฮโพทาลามัสและต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนนี้เกี่ยวข้องกับความต้องการทางเพศ มวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกระดูก การสร้างเม็ดเลือดแดง พลังงาน และอารมณ์
ภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ (testosterone deficiency หรือ male hypogonadism) คือภาวะที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอ ร่วมกับ มีอาการหรืออาการแสดงที่เกิดจากการขาดฮอร์โมน แนวทางของสมาคมศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะแห่งสหรัฐอเมริกา (AUA) ย้ำว่าต้องมีทั้งสองอย่างจึงจะวินิจฉัยได้[1]
สาเหตุแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
- ปัญหาที่อัณฑะ (primary) เช่น ได้รับเคมีบำบัดหรือฉายรังสีที่อัณฑะ อัณฑะอักเสบ หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม ผลเลือดจะพบฮอร์โมน LH สูง
- ปัญหาที่สมองหรือต่อมใต้สมอง (secondary) เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การใช้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์หรือสเตียรอยด์ระยะยาว การใช้สเตียรอยด์เพิ่มกล้าม หรือเนื้องอกต่อมใต้สมอง ผลเลือดจะพบ LH ต่ำหรือปกติ
อาการที่ควรสงสัย
อาการของฮอร์โมนต่ำ ไม่เฉพาะเจาะจง เพราะซ้อนทับกับความเครียด การนอนไม่พอ ภาวะซึมเศร้า และโรคเรื้อรังได้มาก แนวทางของ Endocrine Society จัดกลุ่มอาการไว้ดังนี้[2]
| อาการที่ค่อนข้างเฉพาะ | อาการที่พบได้แต่ไม่เฉพาะ |
|---|---|
| ความต้องการทางเพศลดลง | อ่อนเพลีย พลังงานลดลง |
| การแข็งตัวตอนเช้าลดลง | อารมณ์หดหู่ หงุดหงิด สมาธิลดลง |
| เต้านมโตหรือเจ็บเต้านม | กล้ามเนื้อลดลง ไขมันหน้าท้องเพิ่ม |
| ขนบริเวณร่างกายลดลง อัณฑะเล็กลง | นอนหลับไม่ดี เหงื่อออกร้อนวูบวาบ |
| กระดูกบาง หรือกระดูกหักจากแรงกระแทกเล็กน้อย | ภาวะโลหิตจางเล็กน้อยที่ไม่ทราบสาเหตุ |
AUA แนะนำให้พิจารณาตรวจฮอร์โมนแม้ไม่มีอาการ ในผู้ที่มีภาวะโลหิตจางไม่ทราบสาเหตุ กระดูกบาง เบาหวาน เคยได้รับเคมีบำบัดหรือฉายรังสีที่อัณฑะ ติดเชื้อ HIV ใช้ยาโอปิออยด์หรือสเตียรอยด์ระยะยาว มีบุตรยาก หรือมีโรคของต่อมใต้สมอง[1]
ตรวจเลือดอย่างไรให้ได้ผลที่เชื่อถือได้
ระดับเทสโทสเตอโรนขึ้นลงตลอดวัน สูงสุดช่วงเช้าและลดลงหลังกินอาหาร การตรวจผิดเวลาทำให้ได้ผล "ต่ำเทียม" ได้บ่อย
- เจาะเลือดช่วงเช้า โดยทั่วไปก่อน 10 โมง และควรงดอาหารก่อนตรวจ[2]
- ตรวจซ้ำอีกครั้งในวันอื่น ถ้าผลครั้งแรกต่ำ เพราะผลเดียวอาจคลาดเคลื่อน[1][2]
- ใช้เกณฑ์ที่ยอมรับ AUA ใช้ค่า total testosterone ต่ำกว่า 300 ng/dL ส่วน Endocrine Society ใช้ขีดล่างของค่าปกติที่ปรับมาตรฐานแล้ว 264 ng/dL ในชายหนุ่มสุขภาพดี[1][2]
- หาสาเหตุ ด้วยการตรวจ LH (และ FSH) เมื่อผลต่ำ หาก LH ต่ำหรือปกติ แพทย์อาจตรวจ prolactin เพิ่มเพื่อดูความผิดปกติของต่อมใต้สมอง[1]
- ตรวจก่อนเริ่มยา ได้แก่ ความเข้มข้นของเลือด (hematocrit) และ PSA ในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป[1]
ก่อนใช้ยา: แก้สิ่งที่แก้ได้ก่อน
ในผู้ชายวัยทำงานจำนวนมาก ฮอร์โมนที่ต่ำลงสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว การนอน และยาที่ใช้อยู่ ซึ่งแก้ไขได้ AUA แนะนำให้ผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนต่ำทุกคนได้รับคำแนะนำเรื่องการปรับพฤติกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา[1]
- ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะไขมันหน้าท้อง
- นอนให้พอ และตรวจคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ถ้านอนกรนดัง สะดุ้งตื่น หรือง่วงกลางวัน
- ทบทวนยา เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ สเตียรอยด์ และหยุดสเตียรอยด์เพิ่มกล้ามเนื้อ
- ดูแลโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และลดแอลกอฮอล์
การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (TRT)
เมื่อวินิจฉัยได้ชัดเจนและแก้ปัจจัยที่แก้ได้แล้ว แพทย์อาจพิจารณา TRT เป้าหมายคือให้ระดับฮอร์โมนอยู่ในช่วงกลางของค่าปกติ ซึ่ง AUA แนะนำที่ 450–600 ng/dL[1] ไม่ใช่ให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้
| รูปแบบ | ลักษณะการใช้ | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|
| เจลทาผิว | ทาทุกวัน | ระดับฮอร์โมนค่อนข้างคงที่ ระวังการสัมผัสผิวคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง |
| ยาฉีดออกฤทธิ์สั้น | ฉีดทุก 1–2 สัปดาห์ | ราคาย่อมเยา ระดับขึ้นลงมากกว่า และพบความเข้มข้นเลือดสูงได้บ่อยกว่า |
| ยาฉีดออกฤทธิ์ยาว | ฉีดทุก 10–14 สัปดาห์หลังช่วงเริ่มต้น | สะดวก ต้องฉีดโดยบุคลากรทางการแพทย์ |
| ยากิน | กินพร้อมอาหารวันละ 2 ครั้ง | ต้องกินพร้อมอาหารที่มีไขมันเพื่อการดูดซึม |
AUA แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเป็นมาตรฐานจากโรงงาน แทนฮอร์โมนผสมเองหรือแหล่งที่ไม่ทราบที่มา[1]
ผู้ที่ยังวางแผนมีบุตร
ฮอร์โมนจากภายนอกทำให้สมองลดการสั่งงาน LH และ FSH การสร้างอสุจิจึงลดลงจนอาจไม่มีอสุจิเลย (ดูภาพแกนฮอร์โมนด้านบน) AUA จึงแนะนำว่าผู้ที่ต้องการมีบุตรไม่ควรได้รับ TRT และแพทย์อาจใช้ยากลุ่มอื่นที่กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนของร่างกายเองแทน เช่น SERMs, hCG หรือยายับยั้งเอนไซม์อะโรมาเทส[1]
ปลอดภัยแค่ไหน: งานวิจัย TRAVERSE และการปรับฉลากยา
ความกังวลเรื่องหัวใจเป็นคำถามใหญ่ของ TRT มาเกือบสิบปี งานวิจัย TRAVERSE ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ปี 2023 ศึกษาชาย 5,246 คน อายุ 45–80 ปี ที่มีฮอร์โมนต่ำร่วมกับมีโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือมีความเสี่ยงสูง สุ่มให้ใช้เจลเทสโทสเตอโรนหรือเจลหลอก ติดตามเฉลี่ยประมาณ 33 เดือน[3]
| ผลลัพธ์ | กลุ่ม TRT | กลุ่มยาหลอก |
|---|---|---|
| เหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดรุนแรง (เสียชีวิตจากโรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หลอดเลือดสมอง) | 7.0% | 7.3% |
| หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ (AF) | 3.5% | 2.4% |
| ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน | 2.3% | 1.5% |
| ลิ่มเลือดอุดตันในปอด | 0.9% | 0.5% |
ผลนี้นำไปสู่การที่องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ประกาศเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2025 ให้ถอดคำเตือนกรอบดำเรื่องความเสี่ยงโรคหัวใจออกจากฉลากยาเทสโทสเตอโรนทุกชนิด แต่เพิ่มคำเตือนเรื่องความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งพบได้กับผลิตภัณฑ์ทุกรูปแบบ[4] ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2026 กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ (HHS) ได้ขอให้ปรับฉลากเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องการใช้ในภาวะฮอร์โมนลดลงตามวัยและคำเตือนเรื่องต่อมลูกหมาก โดยยังแนะนำให้ประเมินความเสี่ยงและติดตามต่อมลูกหมากระหว่างรักษาเช่นเดิม[5]
ผลข้างเคียงอื่นที่ต้องติดตาม
- เลือดข้น (erythrocytosis) — พบบ่อยที่สุด ถ้า hematocrit สูงกว่า 54% แพทย์จะลดขนาด เปลี่ยนรูปแบบยา หรือหยุดยาชั่วคราว[1][2]
- ความดันโลหิตสูงขึ้น — ควรวัดความดันทุกครั้งที่มาติดตามผล[4]
- สิว ผิวมัน เต้านมโต และภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่อาจแย่ลง
- อัณฑะเล็กลงและอสุจิลดลง ตามกลไกที่อธิบายข้างต้น
ผู้ที่ควรเลี่ยงหรือต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง
Endocrine Society แนะนำไม่ให้เริ่ม TRT ในผู้ที่วางแผนมีบุตรเร็ว ๆ นี้ มีมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมลูกหมาก มีก้อนที่ต่อมลูกหมากหรือ PSA สูงที่ยังไม่ได้ประเมิน มี hematocrit สูงกว่า 50% ก่อนเริ่มยา มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรงที่ยังไม่ได้รักษา หัวใจล้มเหลวที่ควบคุมไม่ได้ หรือเพิ่งมีกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหลอดเลือดสมองภายใน 6 เดือน[2] ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตันควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนเริ่ม
ระหว่างรักษาต้องติดตามอะไร
| สิ่งที่ตรวจ | ความถี่โดยทั่วไป |
|---|---|
| อาการ และระดับเทสโทสเตอโรน | ประมาณ 3–6 เดือนหลังเริ่ม จากนั้นทุก 6–12 เดือน[1][2] |
| Hematocrit | ก่อนเริ่ม ที่ 3–6 เดือน แล้วปีละครั้ง[2] |
| PSA และการประเมินต่อมลูกหมาก | ก่อนเริ่มในผู้อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ 3–12 เดือน แล้วตามแนวทางคัดกรอง[1][2] |
| ความดันโลหิต | ทุกครั้งที่มาติดตาม[4] |
Endocrine Society แนะนำให้ประเมินผลหลังรักษา 3–6 เดือน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นทั้งที่ระดับฮอร์โมนถึงเป้าแล้ว ควรพิจารณาหยุดยาและหาสาเหตุอื่นของอาการ[2]
ที่ Dr. Kris Clinic เราดูแลอย่างไร
- ปรึกษาแพทย์แบบส่วนตัว 1:1 ซักประวัติอาการ การนอน ยาที่ใช้ เป้าหมายเรื่องการมีบุตร และตรวจร่างกาย
- ตรวจเลือดอย่างถูกวิธี นัดตรวจในช่วงเช้าและตรวจยืนยันซ้ำ พร้อมตรวจหาสาเหตุและความเสี่ยงก่อนรักษา
- วางแผนร่วมกัน อธิบายประโยชน์ ความเสี่ยง และทางเลือก รวมถึงทางเลือกที่ไม่ใช้ฮอร์โมน ให้คุณตัดสินใจด้วยข้อมูลครบ
- ติดตามต่อเนื่อง นัดตรวจเลือดและความดันตามรอบ ปรับขนาดยา และหยุดยาเมื่อไม่เกิดประโยชน์
คำถามที่พบบ่อย
ฉีดฮอร์โมนเพศชายแล้วเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากไหม
ข้อมูลจากงานวิจัยที่มีอยู่ยังไม่พบว่า TRT เพิ่มอุบัติการณ์มะเร็งต่อมลูกหมากอย่างชัดเจน แต่ยังมีความไม่แน่นอนในระยะยาว จึงต้องตรวจ PSA ก่อนเริ่มในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไปและติดตามระหว่างรักษา[1][5]
เริ่ม TRT แล้วต้องใช้ตลอดชีวิตไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป หากสาเหตุแก้ไขได้ เช่น น้ำหนักเกิน การนอนไม่พอ หรือยาบางชนิด ระดับฮอร์โมนอาจกลับมาได้เอง แต่ในภาวะที่อัณฑะหรือต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติถาวร มักต้องรักษาระยะยาว การหยุดยาควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์
TRT ช่วยเรื่องอวัยวะเพศไม่แข็งตัวไหม
ในผู้สูงอายุที่ฮอร์โมนต่ำจริง TRT ช่วยให้ความต้องการและกิจกรรมทางเพศดีขึ้นในระดับปานกลาง ส่วนผลต่อการแข็งตัวมีน้อยกว่า[6] ภาวะ ED จึงมักต้องรักษาด้วยยากลุ่ม PDE5 inhibitors และดูแลสุขภาพหลอดเลือดร่วมด้วย อ่านเพิ่มที่ สุขภาพเพศชาย
ฉีดฮอร์โมนเพศชายแล้วยังมีลูกได้ไหม
ฮอร์โมนเพศชายจากภายนอกกดการสร้างอสุจิ ผู้ที่วางแผนมีบุตรควรแจ้งแพทย์ก่อนเริ่ม เพราะมีทางเลือกการรักษาอื่นที่รักษาการสร้างอสุจิไว้ได้[1]
กังวลเรื่องฮอร์โมนหรือพลังงานที่ลดลง?
ปรึกษาแพทย์แบบส่วนตัว เป็นความลับ ที่สุราษฎร์ธานี · อังคาร–ศุกร์ 17:00–20:00 · เสาร์–อาทิตย์ 10:00–15:00
นัดหมายออนไลน์ แชท LINE @dr.krisclinicเอกสารอ้างอิง
- Mulhall JP, Trost LW, Brannigan RE, et al. Evaluation and management of testosterone deficiency: AUA guideline. J Urol. 2018;200(2):423–432 (reviewed and validity confirmed 2024). auanet.org
- Bhasin S, Brito JP, Cunningham GR, et al. Testosterone therapy in men with hypogonadism: an Endocrine Society clinical practice guideline. J Clin Endocrinol Metab. 2018;103(5):1715–1744. endocrine.org
- Lincoff AM, Bhasin S, Flevaris P, et al. Cardiovascular safety of testosterone-replacement therapy (TRAVERSE). N Engl J Med. 2023;389(2):107–117. doi:10.1056/NEJMoa2215025
- U.S. Food and Drug Administration. FDA issues class-wide labeling changes for testosterone products. 28 Feb 2025. fda.gov
- U.S. Department of Health and Human Services. HHS announces requested updates to testosterone therapy product labels. 18 Jun 2026. hhs.gov
- Snyder PJ, Bhasin S, Cunningham GR, et al. Effects of testosterone treatment in older men (Testosterone Trials). N Engl J Med. 2016;374(7):611–624. doi:10.1056/NEJMoa1506119
บทความที่เกี่ยวข้อง
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ใช่การรับรองผลการรักษา การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ ข้อมูลอ้างอิงเป็นไปตามแนวทางเวชปฏิบัติ ณ วันที่ทบทวนล่าสุด
