ข้ามไปยังเนื้อหา
Dr. Kris Clinic K+ logoDr. Kris ClinicSurat Thani
หน้าแรก › บทความ › สุขภาพเพศชาย
สุขภาพเพศชาย · ฮอร์โมน

ฮอร์โมนเพศชายต่ำ (Low T): อาการ การตรวจ และการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (TRT) ตามหลักฐานล่าสุด

เหนื่อยง่าย อารมณ์ทางเพศลดลง กล้ามเนื้อหาย พุงมา ทั้งหมดนี้อาจเกี่ยวกับฮอร์โมน หรืออาจไม่เกี่ยวเลย บทความนี้สรุปว่าแพทย์วินิจฉัยภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำอย่างไร ใครได้ประโยชน์จาก TRT และงานวิจัยใหม่บอกอะไรเรื่องความปลอดภัย

นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ เขียนโดย นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ · แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว (วุฒิบัตร) เผยแพร่ อัปเดต 16 ต.ค. 2569 อ่าน ~10 นาที
ชายวัยทำงานปรึกษาแพทย์เรื่องอาการอ่อนเพลียและฮอร์โมน
ภาพหัวบทความ · low-t-hero.webp (21:9)ชายไทยวัย 40 ต้น ๆ นั่งครุ่นคิดริมหน้าต่างตอนเย็น · prompt อยู่ใน HTML comment เหนือภาพนี้
ภาพประกอบสร้างด้วย AI ไม่ใช่ผู้รับบริการจริง

สรุปสั้นสำหรับคนรีบอ่าน

  • วินิจฉัยได้เมื่อมี อาการ ร่วมกับ ผลเลือดต่ำซ้ำ 2 ครั้งในช่วงเช้า เท่านั้น อาการอย่างเดียวหรือผลเลือดอย่างเดียวไม่พอ[1][2]
  • ก่อนใช้ยา ควรหาและแก้สาเหตุที่แก้ได้ก่อน เช่น น้ำหนักเกิน นอนไม่พอ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และยาบางชนิด
  • งานวิจัย TRAVERSE (2023) ไม่พบว่า TRT เพิ่มโรคหัวใจขาดเลือดหรือหลอดเลือดสมองในผู้ที่ฮอร์โมนต่ำจริง แต่พบภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และลิ่มเลือดในปอดมากขึ้นเล็กน้อย[3]
  • ฮอร์โมนเพศชายจากภายนอก กดการสร้างอสุจิ ผู้ที่ยังวางแผนมีบุตรต้องบอกแพทย์ก่อนเริ่ม
  • ระหว่างรักษาต้องตรวจระดับฮอร์โมน ความเข้มข้นเลือด PSA และความดันโลหิตเป็นระยะ

ฮอร์โมนเพศชายต่ำคืออะไร

เทสโทสเตอโรน (testosterone) เป็นฮอร์โมนหลักของเพศชาย สร้างที่อัณฑะภายใต้การสั่งการของสมองส่วนไฮโพทาลามัสและต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนนี้เกี่ยวข้องกับความต้องการทางเพศ มวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงของกระดูก การสร้างเม็ดเลือดแดง พลังงาน และอารมณ์

ภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ (testosterone deficiency หรือ male hypogonadism) คือภาวะที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอ ร่วมกับ มีอาการหรืออาการแสดงที่เกิดจากการขาดฮอร์โมน แนวทางของสมาคมศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะแห่งสหรัฐอเมริกา (AUA) ย้ำว่าต้องมีทั้งสองอย่างจึงจะวินิจฉัยได้[1]

สาเหตุแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่

แกนฮอร์โมนสมอง–ต่อมใต้สมอง–อัณฑะ ไฮโพทาลามัสหลั่ง GnRH กระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่ง LH และ FSH ซึ่งกระตุ้นอัณฑะให้สร้างเทสโทสเตอโรนและอสุจิ เทสโทสเตอโรนย้อนกลับไปยับยั้งสมอง ฮอร์โมนจากภายนอกจึงกด LH และ FSH ทำให้อสุจิลดลง ไฮโพทาลามัส หลั่ง GnRH ต่อมใต้สมอง หลั่ง LH และ FSH อัณฑะ LH → เทสโทสเตอโรน · FSH → อสุจิ เทสโทสเตอโรน ยับยั้งย้อนกลับ ฮอร์โมนจากภายนอก (TRT) ระดับเลือดสูงขึ้น แต่สมองลด LH/FSH → อสุจิลดลง
แกนฮอร์โมนสมอง–ต่อมใต้สมอง–อัณฑะ: เหตุผลที่ TRT ทำให้การสร้างอสุจิลดลง

อาการที่ควรสงสัย

อาการของฮอร์โมนต่ำ ไม่เฉพาะเจาะจง เพราะซ้อนทับกับความเครียด การนอนไม่พอ ภาวะซึมเศร้า และโรคเรื้อรังได้มาก แนวทางของ Endocrine Society จัดกลุ่มอาการไว้ดังนี้[2]

อาการที่ค่อนข้างเฉพาะอาการที่พบได้แต่ไม่เฉพาะ
ความต้องการทางเพศลดลงอ่อนเพลีย พลังงานลดลง
การแข็งตัวตอนเช้าลดลงอารมณ์หดหู่ หงุดหงิด สมาธิลดลง
เต้านมโตหรือเจ็บเต้านมกล้ามเนื้อลดลง ไขมันหน้าท้องเพิ่ม
ขนบริเวณร่างกายลดลง อัณฑะเล็กลงนอนหลับไม่ดี เหงื่อออกร้อนวูบวาบ
กระดูกบาง หรือกระดูกหักจากแรงกระแทกเล็กน้อยภาวะโลหิตจางเล็กน้อยที่ไม่ทราบสาเหตุ

AUA แนะนำให้พิจารณาตรวจฮอร์โมนแม้ไม่มีอาการ ในผู้ที่มีภาวะโลหิตจางไม่ทราบสาเหตุ กระดูกบาง เบาหวาน เคยได้รับเคมีบำบัดหรือฉายรังสีที่อัณฑะ ติดเชื้อ HIV ใช้ยาโอปิออยด์หรือสเตียรอยด์ระยะยาว มีบุตรยาก หรือมีโรคของต่อมใต้สมอง[1]

ตรวจเลือดอย่างไรให้ได้ผลที่เชื่อถือได้

ระดับเทสโทสเตอโรนขึ้นลงตลอดวัน สูงสุดช่วงเช้าและลดลงหลังกินอาหาร การตรวจผิดเวลาทำให้ได้ผล "ต่ำเทียม" ได้บ่อย

  1. เจาะเลือดช่วงเช้า โดยทั่วไปก่อน 10 โมง และควรงดอาหารก่อนตรวจ[2]
  2. ตรวจซ้ำอีกครั้งในวันอื่น ถ้าผลครั้งแรกต่ำ เพราะผลเดียวอาจคลาดเคลื่อน[1][2]
  3. ใช้เกณฑ์ที่ยอมรับ AUA ใช้ค่า total testosterone ต่ำกว่า 300 ng/dL ส่วน Endocrine Society ใช้ขีดล่างของค่าปกติที่ปรับมาตรฐานแล้ว 264 ng/dL ในชายหนุ่มสุขภาพดี[1][2]
  4. หาสาเหตุ ด้วยการตรวจ LH (และ FSH) เมื่อผลต่ำ หาก LH ต่ำหรือปกติ แพทย์อาจตรวจ prolactin เพิ่มเพื่อดูความผิดปกติของต่อมใต้สมอง[1]
  5. ตรวจก่อนเริ่มยา ได้แก่ ความเข้มข้นของเลือด (hematocrit) และ PSA ในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป[1]
Free testosterone จำเป็นไหม — ส่วนใหญ่ไม่จำเป็น แต่มีประโยชน์เมื่อค่า total อยู่ก้ำกึ่ง หรือมีภาวะที่ทำให้โปรตีนจับฮอร์โมน (SHBG) ผิดปกติ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคตับ หรือสูงอายุ[2]
ตรวจฮอร์โมนกับแพทย์ ไม่ต้องเดาเองประเมินอาการ เจาะเลือดถูกเวลา และแปลผลให้เข้าใจ เป็นความลับ
นัดหมายตรวจ
เจ้าหน้าที่เตรียมหลอดเลือดสำหรับตรวจระดับฮอร์โมน
ภาพการตรวจ · low-t-morning-blood-test.webp (16:9)พยาบาลติดฉลากหลอดเลือดช่วงเช้า ไม่เห็นใบหน้า · prompt อยู่ใน HTML comment เหนือภาพนี้
การเจาะเลือดช่วงเช้าช่วยลดโอกาสได้ผลฮอร์โมนต่ำเทียม

ก่อนใช้ยา: แก้สิ่งที่แก้ได้ก่อน

ในผู้ชายวัยทำงานจำนวนมาก ฮอร์โมนที่ต่ำลงสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว การนอน และยาที่ใช้อยู่ ซึ่งแก้ไขได้ AUA แนะนำให้ผู้ที่มีภาวะฮอร์โมนต่ำทุกคนได้รับคำแนะนำเรื่องการปรับพฤติกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา[1]

ครอบครัวทำอาหารสุขภาพด้วยกัน
ภาพไลฟ์สไตล์ · low-t-lifestyle.webp (16:9)ชายไทยวิ่งริมแม่น้ำยามเช้า · prompt อยู่ใน HTML comment เหนือภาพนี้
ภาพประกอบ: อาหาร การออกกำลังกาย และการนอนที่เพียงพอเป็นพื้นฐานของการรักษา

การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน (TRT)

เมื่อวินิจฉัยได้ชัดเจนและแก้ปัจจัยที่แก้ได้แล้ว แพทย์อาจพิจารณา TRT เป้าหมายคือให้ระดับฮอร์โมนอยู่ในช่วงกลางของค่าปกติ ซึ่ง AUA แนะนำที่ 450–600 ng/dL[1] ไม่ใช่ให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้

รูปแบบลักษณะการใช้ข้อควรรู้
เจลทาผิวทาทุกวันระดับฮอร์โมนค่อนข้างคงที่ ระวังการสัมผัสผิวคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง
ยาฉีดออกฤทธิ์สั้นฉีดทุก 1–2 สัปดาห์ราคาย่อมเยา ระดับขึ้นลงมากกว่า และพบความเข้มข้นเลือดสูงได้บ่อยกว่า
ยาฉีดออกฤทธิ์ยาวฉีดทุก 10–14 สัปดาห์หลังช่วงเริ่มต้นสะดวก ต้องฉีดโดยบุคลากรทางการแพทย์
ยากินกินพร้อมอาหารวันละ 2 ครั้งต้องกินพร้อมอาหารที่มีไขมันเพื่อการดูดซึม

AUA แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเป็นมาตรฐานจากโรงงาน แทนฮอร์โมนผสมเองหรือแหล่งที่ไม่ทราบที่มา[1]

ผู้ที่ยังวางแผนมีบุตร

ฮอร์โมนจากภายนอกทำให้สมองลดการสั่งงาน LH และ FSH การสร้างอสุจิจึงลดลงจนอาจไม่มีอสุจิเลย (ดูภาพแกนฮอร์โมนด้านบน) AUA จึงแนะนำว่าผู้ที่ต้องการมีบุตรไม่ควรได้รับ TRT และแพทย์อาจใช้ยากลุ่มอื่นที่กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนของร่างกายเองแทน เช่น SERMs, hCG หรือยายับยั้งเอนไซม์อะโรมาเทส[1]

ปลอดภัยแค่ไหน: งานวิจัย TRAVERSE และการปรับฉลากยา

ความกังวลเรื่องหัวใจเป็นคำถามใหญ่ของ TRT มาเกือบสิบปี งานวิจัย TRAVERSE ตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine ปี 2023 ศึกษาชาย 5,246 คน อายุ 45–80 ปี ที่มีฮอร์โมนต่ำร่วมกับมีโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือมีความเสี่ยงสูง สุ่มให้ใช้เจลเทสโทสเตอโรนหรือเจลหลอก ติดตามเฉลี่ยประมาณ 33 เดือน[3]

ผลลัพธ์กลุ่ม TRTกลุ่มยาหลอก
เหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดรุนแรง (เสียชีวิตจากโรคหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หลอดเลือดสมอง)7.0%7.3%
หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ (AF)3.5%2.4%
ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน2.3%1.5%
ลิ่มเลือดอุดตันในปอด0.9%0.5%

ผลนี้นำไปสู่การที่องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ประกาศเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2025 ให้ถอดคำเตือนกรอบดำเรื่องความเสี่ยงโรคหัวใจออกจากฉลากยาเทสโทสเตอโรนทุกชนิด แต่เพิ่มคำเตือนเรื่องความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งพบได้กับผลิตภัณฑ์ทุกรูปแบบ[4] ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2026 กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ (HHS) ได้ขอให้ปรับฉลากเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องการใช้ในภาวะฮอร์โมนลดลงตามวัยและคำเตือนเรื่องต่อมลูกหมาก โดยยังแนะนำให้ประเมินความเสี่ยงและติดตามต่อมลูกหมากระหว่างรักษาเช่นเดิม[5]

สิ่งที่ผลวิจัยนี้ไม่ได้บอก — TRAVERSE ศึกษาเฉพาะผู้ที่มีฮอร์โมนต่ำจริงและได้รับยาในขนาดปกติ ผลจึงไม่ครอบคลุมการใช้ฮอร์โมนในผู้ที่ระดับปกติ หรือการใช้ขนาดสูงเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ ซึ่งยังมีความเสี่ยงต่อหัวใจ ตับ และการมีบุตร

ผลข้างเคียงอื่นที่ต้องติดตาม

ผู้ที่ควรเลี่ยงหรือต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง

Endocrine Society แนะนำไม่ให้เริ่ม TRT ในผู้ที่วางแผนมีบุตรเร็ว ๆ นี้ มีมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมลูกหมาก มีก้อนที่ต่อมลูกหมากหรือ PSA สูงที่ยังไม่ได้ประเมิน มี hematocrit สูงกว่า 50% ก่อนเริ่มยา มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรงที่ยังไม่ได้รักษา หัวใจล้มเหลวที่ควบคุมไม่ได้ หรือเพิ่งมีกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือหลอดเลือดสมองภายใน 6 เดือน[2] ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตันควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนเริ่ม

ระหว่างรักษาต้องติดตามอะไร

สิ่งที่ตรวจความถี่โดยทั่วไป
อาการ และระดับเทสโทสเตอโรนประมาณ 3–6 เดือนหลังเริ่ม จากนั้นทุก 6–12 เดือน[1][2]
Hematocritก่อนเริ่ม ที่ 3–6 เดือน แล้วปีละครั้ง[2]
PSA และการประเมินต่อมลูกหมากก่อนเริ่มในผู้อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ 3–12 เดือน แล้วตามแนวทางคัดกรอง[1][2]
ความดันโลหิตทุกครั้งที่มาติดตาม[4]

Endocrine Society แนะนำให้ประเมินผลหลังรักษา 3–6 เดือน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นทั้งที่ระดับฮอร์โมนถึงเป้าแล้ว ควรพิจารณาหยุดยาและหาสาเหตุอื่นของอาการ[2]

ที่ Dr. Kris Clinic เราดูแลอย่างไร

  1. ปรึกษาแพทย์แบบส่วนตัว 1:1 ซักประวัติอาการ การนอน ยาที่ใช้ เป้าหมายเรื่องการมีบุตร และตรวจร่างกาย
  2. ตรวจเลือดอย่างถูกวิธี นัดตรวจในช่วงเช้าและตรวจยืนยันซ้ำ พร้อมตรวจหาสาเหตุและความเสี่ยงก่อนรักษา
  3. วางแผนร่วมกัน อธิบายประโยชน์ ความเสี่ยง และทางเลือก รวมถึงทางเลือกที่ไม่ใช้ฮอร์โมน ให้คุณตัดสินใจด้วยข้อมูลครบ
  4. ติดตามต่อเนื่อง นัดตรวจเลือดและความดันตามรอบ ปรับขนาดยา และหยุดยาเมื่อไม่เกิดประโยชน์
แพทย์อธิบายผลตรวจระดับฮอร์โมนให้ผู้รับบริการชายในห้องปรึกษาส่วนตัว
ภาพการให้บริการ · low-t-consultation.webp (16:9)แพทย์อธิบายผลเลือดให้ผู้รับบริการ (เห็นจากด้านหลัง) · แนะนำใช้ภาพจริงในคลินิกถ้ามี · prompt อยู่ใน HTML comment
ภาพประกอบ: การปรึกษาแบบส่วนตัวและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้รับบริการ
ซื้อฮอร์โมนฉีดเองหรือฉีดที่ยิม — ฮอร์โมนจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มาอาจมีขนาดหรือสารปนเปื้อนที่ไม่ทราบ และการใช้โดยไม่มีการตรวจติดตามทำให้ไม่รู้ว่าเลือดข้นหรือความดันขึ้น หากใช้อยู่ อย่าหยุดหรือเพิ่มขนาดเอง ปรึกษาแพทย์ได้โดยไม่ตัดสิน

คำถามที่พบบ่อย

ฉีดฮอร์โมนเพศชายแล้วเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากไหม

ข้อมูลจากงานวิจัยที่มีอยู่ยังไม่พบว่า TRT เพิ่มอุบัติการณ์มะเร็งต่อมลูกหมากอย่างชัดเจน แต่ยังมีความไม่แน่นอนในระยะยาว จึงต้องตรวจ PSA ก่อนเริ่มในผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไปและติดตามระหว่างรักษา[1][5]

เริ่ม TRT แล้วต้องใช้ตลอดชีวิตไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป หากสาเหตุแก้ไขได้ เช่น น้ำหนักเกิน การนอนไม่พอ หรือยาบางชนิด ระดับฮอร์โมนอาจกลับมาได้เอง แต่ในภาวะที่อัณฑะหรือต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติถาวร มักต้องรักษาระยะยาว การหยุดยาควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์

TRT ช่วยเรื่องอวัยวะเพศไม่แข็งตัวไหม

ในผู้สูงอายุที่ฮอร์โมนต่ำจริง TRT ช่วยให้ความต้องการและกิจกรรมทางเพศดีขึ้นในระดับปานกลาง ส่วนผลต่อการแข็งตัวมีน้อยกว่า[6] ภาวะ ED จึงมักต้องรักษาด้วยยากลุ่ม PDE5 inhibitors และดูแลสุขภาพหลอดเลือดร่วมด้วย อ่านเพิ่มที่ สุขภาพเพศชาย

ฉีดฮอร์โมนเพศชายแล้วยังมีลูกได้ไหม

ฮอร์โมนเพศชายจากภายนอกกดการสร้างอสุจิ ผู้ที่วางแผนมีบุตรควรแจ้งแพทย์ก่อนเริ่ม เพราะมีทางเลือกการรักษาอื่นที่รักษาการสร้างอสุจิไว้ได้[1]

กังวลเรื่องฮอร์โมนหรือพลังงานที่ลดลง?

ปรึกษาแพทย์แบบส่วนตัว เป็นความลับ ที่สุราษฎร์ธานี · อังคาร–ศุกร์ 17:00–20:00 · เสาร์–อาทิตย์ 10:00–15:00

นัดหมายออนไลน์ แชท LINE @dr.krisclinic
นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ

นพ.กฤดา เอื้อกฤดาธิการ (Dr. Kris)

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ผ่านการอบรมด้านเพศวิทยาคลินิกและเวชศาสตร์ทางเพศ ปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และดูแลผู้รับบริการด้านสุขภาพทางเพศและฮอร์โมนที่ Dr. Kris Clinic ประวัติและคุณวุฒิ

เอกสารอ้างอิง

  1. Mulhall JP, Trost LW, Brannigan RE, et al. Evaluation and management of testosterone deficiency: AUA guideline. J Urol. 2018;200(2):423–432 (reviewed and validity confirmed 2024). auanet.org
  2. Bhasin S, Brito JP, Cunningham GR, et al. Testosterone therapy in men with hypogonadism: an Endocrine Society clinical practice guideline. J Clin Endocrinol Metab. 2018;103(5):1715–1744. endocrine.org
  3. Lincoff AM, Bhasin S, Flevaris P, et al. Cardiovascular safety of testosterone-replacement therapy (TRAVERSE). N Engl J Med. 2023;389(2):107–117. doi:10.1056/NEJMoa2215025
  4. U.S. Food and Drug Administration. FDA issues class-wide labeling changes for testosterone products. 28 Feb 2025. fda.gov
  5. U.S. Department of Health and Human Services. HHS announces requested updates to testosterone therapy product labels. 18 Jun 2026. hhs.gov
  6. Snyder PJ, Bhasin S, Cunningham GR, et al. Effects of testosterone treatment in older men (Testosterone Trials). N Engl J Med. 2016;374(7):611–624. doi:10.1056/NEJMoa1506119

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล และไม่ใช่การรับรองผลการรักษา การวินิจฉัยและการรักษาต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ ข้อมูลอ้างอิงเป็นไปตามแนวทางเวชปฏิบัติ ณ วันที่ทบทวนล่าสุด

นัดหมายออนไลน์ แชท LINE